บทวิเคราะห์ธุรกิจประจำปี

ภาพรวม

ปี 2559 เป็นปีที่ท้าทายของไทยยูเนี่ยน เนื่องจากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสภาวะการดำเนินธุรกิจไม่เอื้ออำนวยก็ตาม บริษัทฯ ยังสามารถรายงานยอดขายสูงสุดเป็น ประวัติการณ์ ในขณะที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขายประจำปีที่ 134.4 พันล้านบาท(หรือ 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) โดยยอดขายปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 หากคิดเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ยอดขายมีการเติบโตขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการหลายบริษัทฯ ปริมาณการขายโดยรวมยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2559 ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจหลักของบริษัทฯ และการเข้าซื้อกิจการที่เกิดขึ้นระหว่างปี

บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 5.3 พันล้านบาทในปี 2559 โดยทรงตัวจากปีก่อนหน้า แม้ว่าสภาวะราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในเชิงลบ บริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับกำไรได้จากการควบคุมต้นทุนที่มี ประสิทธิภาพ และผลกำไรจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจร้านอาหารของบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด ซึ่งเป็นธุรกิจเครือข่ายร้านอาหารและภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2559

หากไม่รวมผลกำไรจากการควบรวมกิจการระหว่างปี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2559 ยังคงเป็นบวกเนื่องจากยังคงความสามารถในการทำกำไรได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ การควบคุมค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง และการ จัดการเงินทุนหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพแม้ว่าราคาวัตถุดิบจะอยู่ในภาวะขาขึ้นก็ตาม หากรวมกิจกรรมการลงทุนและกิจกรรมการจัดหาเงินแล้ว หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัทฯ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 65.9 พันล้านบาท และสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิของบริษัทฯ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.37 เท่า ณ สิ้นปี 2559

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) ได้ประสบภาวะอัตรากำไรลดลงในปี 2559 เนื่องจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวขึ้นมากกว่าคาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ใน ขณะที่กลุ่มธุรกิจcแบรนด์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Frozen and Chilled Seafood and Related Business) ยังสามารถรายงานการเติบโตของยอดขายได้แม้ว่าราคาวัตถุดิบปลาแซลมอลจะปรับตัวสูงขึ้นมากเช่นกัน เป็นเหตุ เนื่องจากการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์สินค้าแซลมอนอย่างต่อเนื่อง และการที่ปริมาณการผลิตกุ้งในประเทศปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปี 2558 มาเป็น 310,979 ตันในปี 2559 กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น (PetCare, Valued-added and Other Business) ยังสามารถรายงานยอดขายและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าราคาวัตถุดิบปลาทูน่ายังอยู่ในภาวะขาขึ้นก็ตาม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดของบริษัทฯ ที่ร้อยละ 45 ของยอดขายรวม โดยยอดขายปี 2559 ยังเติบโตโดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายจากการเข้าควบรวมกิจการของบริษัท รูเก้น ฟิช ในประเทศเยอรมนีในช่วงต้นปี 2559 ยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นคิดเป็นร้อยละ 42 ของยอดขายรวมของบริษัทฯ โดยการเติบโตของยอดขายนั้นมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายทั้งจากผลผลิตกุ้งในประเทศไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและการควบรวมกิจการของบริษัท เล เพ็ชเชอะรี เดอ เชซ์ นูส์ในประเทศแคนาดาในระหว่างปี 2559 โดยราคาขายเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มธุรกิจนั้นโดยรวมทรงตัวจากปีก่อนหน้า

สำหรับยอดขายรายภูมิภาคในปี 2559 ยอดขายจากภูมิภาคยุโรปยังคิดเป็นส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 33 ของบริษัทฯ และยังคงเป็นตลาดใหญ่ลำดับที่ 2 โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในปีก่อนหน้าเนื่องจากธุรกิจแบรนด์ของ บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มขึ้นและยังได้ เข้าควบรวมกิจการของบริษัท รูเก้น ฟิช ในประเทศเยอรมนีอีกด้วย สหรัฐยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯโดยมีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 39 ของบริษัทฯ ส่วนตลาดในประเทศและตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฯ คิดเป็นร้อย ละ 8 และ ร้อยละ 6 ตามลำดับ ส่วนตลาดอื่นๆ เช่น ตลาดแอฟริกา และตลาดอื่นในเอเชียนั้นรวมแล้วคิดเป็นร้อยละ 13 ของรายได้รวมของบริษัทฯ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2559 ที่ผ่านมาได้แก่:

  1. ราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ในปี 2559 ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,425 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากราคาเฉลี่ยใน ปี 2558 ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรโดยเฉพาะในธุรกิจแบรนด์ของบริษัทฯ ใน ตลาดฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี่ ซึ่งไม่สามารถปรับราคาได้ในระยะสั้น และเนื่องจากผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าคิดเป็นยอดขายหลักของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจจึงลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 17.0 ลดลงจากร้อยละ 18.7 ในปีก่อนหน้า

  2. ราคาปลาแซลมอนปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์เนื่องจากการปัญหาการผลิตในประเทศชิลี

    ในปี 2559 ราคาวัตถุดิบปลาแซลมอนเฉลี่ยอยู่ที่ 63 โครนนอร์เวย์ (NOK) ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากราคาเฉลี่ยในปีก่อนหน้า การปรับขึ้นของราคานั้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจปลาแซลมอนโดยเฉพาะธุรกิจเมอร์อลิอันซ์ ในประเทศฝรั่งเศสและสหราชอานาจักร เนื่องจากติดสัญญาขายระยะยาวซึ่งเป็นลักษณะการดำเนินธุรกิจดังกล่าว โดยธุรกิจแซลมอนในยุโรปได้รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 13 ล้านยูโรในปี 2559 ดังนั้นอัตรากำไรขึ้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องจึงได้ปรับลดลงสู่ระดับร้อยละ 9.1 เมื่อเทียบกับร้อยละ 10.7 ในปี 2558

  3. ผลผลิตกุ้งในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    ผลผลิตกุ้งในประเทศไทยฟื้นตัวต่อเนื่องในระหว่างปี2559 โดยมีผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 310,979 ตันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปี 2558 เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรค EMS ได้ดีขึ้น ขณะที่ราคากุ้งเฉลี่ยในปี 2559 (กุ้งขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 จากปี 2558 เป็น 179 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นผลจากความต้องการบริโภคกุ้งทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

  4. การควบรวมกิจการของธุรกิจใหม่ช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ

    ในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ ร้อยละ 51 ของ บริษัท รูเก้น ฟิช (Rugen Fisch AG) ผู้นำตลาดอาหารทะเลกระป๋องในประเทศเยอรมนี และร้อยละ 80 ของบริษัทเล เพ็ชเชอะรี เดอ เชซ์ นูส์ (Les Pecheries de Chez Nous) ธุรกิจแปรรูปกุ้งล็อบสเตอร์ในประเทศ แคนาดา โดยการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวนั้นทำให้ยอดขายของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป และกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องเติบโตขึ้น

    การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด ซึ่งเป็นธุรกิจเครือข่ายร้านอาหารและภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นได้เริ่มสร้างผลกำไรให้กับบริษัทตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2559

  5. ปัจจัยค่าเงินที่มีความผันผวน

    บริษัทฯ มียอดขายกว่าร้อยละ 92 ที่ไม่ได้อยู่ในรูปสกุลเงินบาท โดยส่วนมากนั้นเป็นเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโรและเงินปอนด์ แม้ว่าค่าเงินจะมีความผันผวนระหว่างปีนั้นเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนเรื่องการเมืองในแต่ละ ประเทศ บริษัทฯ ยังสามารถลดผลกระทบจากค่าเงินที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งทำให้บริษัทฯ รายงานผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมูลค่า 84 ล้านบาทในปี 2559

  6. การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    บริษัทฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยมุ่งควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการเริ่มรับรู้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Incubator ค่าใช้ จ่ายในการขายและบริหารในปี 2559 มีการเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับยอดขายที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.3 ดังนั้นอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและ บริหารต่อยอดขายจึงปรับลดลงเหลือร้อยละ 9.8 ในปี 2559 ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 10.2 ในปี 2558 และร้อยละ 10 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้

  7. ระดับหนี้ที่ปรับสูงขึ้นจากกิจกรรมลงทุนของบริษัทฯ

    บริษัทฯ ได้มีการลงทุนในปี 2559 หลายรายการ และการลงทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีสามารถสร้างกำไรในปีแรกของการลงทุน จากการลงทุนดังกล่าวได้ทำให้อัตราส่วนหนี้ สินต่อทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 1.37 เท่า ณ สิ้นปี 2559 เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2558 ที่ 0.75 เท่า แต่ก็ยังต่ำกว่าข้อจำกัดตามเงื่อนไขการกู้ยืมที่ 2.0 เท่าอยู่มาก มูลค่าหนี้ สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 64.9 พันล้าน ณ สิ้นปี 2559 สูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 36.4 พันล้านบาท ณ สื้นปี 2558

ดูเพิ่มเติม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายในปี 2559 ทั้งสิ้น 61,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 จาก 59,414 ล้านบาท เมื่อปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้นมาจากการควบรวมกิจการของบริษัท รูเก้น ฟิช ในขณะที่ปริมาณขายปรับเพิ่ม ขึ้นร้อยละ 2.9 มาอยู่ที่ 375,916 ตันในปี 2559 ราคาขายเฉลี่ยได้มีการปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.3 ในปีเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปปรับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 17.0 ลดลงจากร้อยละ 18.7 เมื่อปีก่อนหน้า อัตรากำไรที่ลดลงนั้น มาจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของทั้งธุรกิจส่งออกในประเทศและธุรกิจแบรนด์ในทวีปยุโรปของบริษัทเองด้วย

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าพันธุ์ Skipjack (จากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก / ณ ท่าเรือกรุงเทพ) ในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 มาอยู่ที่ 1,425 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับ 1,170 เหรียญ สหรัฐต่อตันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ยอดขายของกลุ่มธุรกิจ อาหารทะเลแปรรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับราคา ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2559 การเจรจาและปรับราคาอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดผลกระทบของราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและทำให้อัตราการทำกำไรฟื้นตัวในปี2560

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องมียอดขายในปี 2559 ทั้งสิ้น 55,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จาก 50,307 ล้านบาทเมื่อปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้น ของยอดขายนั้นมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย การปรับราคาสินค้าขึ้นให้สอดคล้องกับทิศทางของราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้น และการควบรวมกิจการของบริษัทเล เพ็ชเชอะรี เดอเชซ์ นูส์ โดยปริมาณการขายปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 มาอยู่ ที่ 239,143 ตัน และราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลโดยตรงมาจากผลผลิตกุ้งในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 โดยมีผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 310,979 ตันในปี 2559 กรมประมงคาดว่าปริมาณผลผลิตกุ้งในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 330,000-340,000 ในปี 2560

ราคาวัตถุดิบกุ้งและปลาแซลมอนที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงสู่ระดับร้อยละ 9.1 ลดลงจากร้อยละ 10.7 ในปีก่อนหน้า ใน ปี 2559 ราคาวัตถุดิบกุ้งขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 179 บาทต่อกิโลกรัม(ขนาดกุ้ง 60 ตัวต่อกิโลกรัม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า ราคาปลาแซลมอนได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์กว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเนื่องจากการผลิตปลาแซลมอน ในประเทศชิลีประสบปัญหาการเติบโตผิดปกติของสาหร่าย (Algae Bloom) แม้ว่าราคาวัตถุดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นมากตลอดทั้งปี กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องยังคงรายงานอัตรากำไรขั้นต้นที่ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อ เนื่องในช่วงไตรมาส 3/2559 และไตรมาส 4/2559 เนื่องจากทางบริษัทฯ สามารถเจรจาปรับราคากับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล

การจัดการทางการเงินและการลงทุน

ในปี 2559 บริษัทฯ ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเงินและการลงทุน ที่สำคัญ ดังนี้:

  1. ไทยยูเนี่ยน เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท รูเก้น ฟิช ใน ประเทศเยอรมนี

    บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่เป็นจำนวน 51% ของบริษัท รูเก้น ฟิช (Rügen Fisch AG) ผู้นำตลาดอาหารทะเล กระป๋องในประเทศเยอรมนีในปี 2559 บริษัท รูเก้น ฟิช มีสำนักงานใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ เยอรมนี และเป็นผู้ประกอบการอาหารทะเลแปรรูป โดยมี ผลิตภัณฑ์หลักคือปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแม็คเคอเรล และ ปลา แซลมอน จัดจำหน่ายไปยังห้างค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ เยอรมนีภายใต้แบรนด์หลักอย่างรู เก้น ฟิช (Rügen Fisch) ฮาเวสต้า (Hawesta) อ็อสต์เซย์ฟิช (Ostsee Fisch) ไลเซลล์ (Lysell) และการรับจ้างผลิตอีกมากมาย โดยบริษัท รูเก้น พิช มีพนักงานกว่า 850 คนในโรงงาน ที่ทันสมัยทั้งสี่แห่งทั้งในประเทศเยอรมนีและลิธัวเนีย โดย บริษัทมียอดขายสูงกว่า 140 ล้านยูโรในปี 2558 หรือ ประมาณกว่า 5,600 ล้านบาท

  2. ไทยยูเนี่ยน เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท เล เพ็ชเชอะรี เดอ เชซ์ นูส์ ในประเทศแคนาดา

    ไทยยูเนี่ยนเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ เชซ์นูส์ฯ ธุรกิจแปรรูป กุ้งล็อบสเตอร์ในประเทศแคนาดา โดยมีมร. ฟรังซัวร์ “แฟ รงกี้” เบนัวท์ (Francois “Frankie” Benoit) ซึ่งเป็น ผู้ก่อตั้งบริษัท และยังคงมีส่วนร่วมในกิจการดังกล่าวต่อ ไปในฐานะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย เชซ์นูส์ฯ ตั้ง อยู่ที่เมืองนิวบรันสวิก (New Brunswick) ประเทศ แคนาดา และมีโรงงานแปรรูปตั้งอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ดีบน อ่าวเซ็นต์ลอเรนซ์ บริษัทมีพนักงานมากถึง 200 คนใน ฤดูจับกุ้งล็อบสเตอร์ ยอดขายของกิจการในปี 2558 อยู่ ที่ประมาณ 50 ล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณ 1,369 ล้านบาท)

    รวมกับการเข้าซื้อบริษัทโอไรออน ซีฟู้ด อินเตอร์ เนชั่นแนลเมื่อปี 2558 ส่งผลให้บริษัทฯ กลายเป็นผู้จัด จำหน่ายกุ้งล็อบสเตอร์แอตแลนติกเหนือรายที่ใหญ่ที่สุด รายหนึ่งในสหรัฐอเมริกา การเข้าซื้อ เชซ์นูส์ฯ ในครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน ในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การ ควบคุมคุณภาพ (Quality control) และการขยาย ประเภทผลิตภัณฑ์ไปยังสินค้าพรีเมี่ยม รวมทั้งมีความ หลากหลายมากขึ้น

  3. ไทยยูเนี่ยน เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ไทยยูเนี่ยนได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ซึ่ง เป็นบริษัทผู้ดำเนินกิจการภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้าน เหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในหุ้นร้อยละ 25 ของ เรด ล็อบสเตอร์ และหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 345 ล้าน เหรียญสหรัฐที่สามารถแปลงเป็นหุ้นของเรด ล็อบสเตอร์ จำนวนร้อยละ 24 โดยโกลเดนเกท แคปิตอล จะยังคง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุมการบริหาร เรด ล็อบสเตอร์ เช่นเดิมต่อไป

    เรด ล็อบสเตอร์ เป็นร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยสร้างรายได้ต่อปีที่ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมี สาขามากกว่า 700 สาขาในประเทศสหรัฐเมริกาและอีก 50 ภายใต้ร้านแฟรนไชส์นอกทวีปอเมริกา

  4. ไทยยูเนี่ยนเข้าซื้อหุ้นเสียงข้างน้อยจากอะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและแปรรูปกุ้งชั้นนำในประเทศอินเดีย

    ไทยยูเนี่ยน เข้าซื้อหุ้น 40% จากบริษัท อะแวนติโฟร เซ่น ฟู้ดส์ จำกัด (Avanti Frozen Foods Private Limited) ผู้ผลิตและแปรรูปกุ้ง ในประเทศอินเดีย ซึ่ง เป็นบริษัทย่อยของบริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด (Avanti Feeds Limited) บริษัทดำเนินธุรกิจการแปรรูปกุ้งใน ประเทศอินเดียสำหรับส่งออกตลาดต่างประเทศและตลาด ในประเทศ ซึ่งเงินลงทุนนี้จะถูกใช้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต จากเดิม 35 ตันต่อวัน เป็น 110 ตันต่อวัน

  5. ไทยยูเนี่ยนออกหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐมูลค่า 75 ล้าน เหรียญสหรัฐ

    ไทยยูเนี่ยน ออกหุ้นกู้สกุลเหรีญสหรัฐ หรือหุ้นกู้มวยไทย มูลค่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอายุ 10 ปี โดยกลุ่ม บริษัทไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือใน ประเทศ จากบริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด ในระดับ AA- การ ออกหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นไปตามกฎระเบียบว่าด้วยพันธบัตร สกุลเงินต่างประเทศที่กำหนดไว้โดยสำนักงานคณะ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ (กลต.) และได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินทุนที่ได้ไปใช้สำหรับ การดำเนินกิจการทั่วไปของ บริษัท และสนับสนุนการ ดำเนินงานของศูนย์บริหารเงินในประเทศไทย (Global Treasury Center) สำหรับบริษัทในการที่จะกู้ยืมเงินในตลาดตราสารหนี้ใน ตลาดต่างประเทศ หลังบริษัทได้รับใบอนุญาตศูนย์บริหาร เงินในประเทศไทย

  6. ไทยยูเนี่ยน ออกหุ้นกู้มูลค่า 10,000 ล้านบาท

    ไทยยูเนี่ยน ออกหุ้นกู้มูลค่า 10,000 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม 2559 หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความ น่าเชื่อถือที่ระดับ AA- โดยบริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด เงินที่ได้รับส่วนใหญ่จะถูกนำาไปใช้เพื่อชำาระคืนเงินกู้ที่มีสินทรัพย์ค้ำาประกัน (Asset Backed Loans - ABLs) ที่บริษัทลูกในสหรัฐอเมริกาได้กู้ยืมมา การดำเนินการดังกล่าวจึงช่วยบริษัทในการจัดตั้งศูนย์บริหารเงินในประเทศไทย ช่วยทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของทั้งกลุ่มบริษัทลดลง และ ยังช่วยให้บริษัทสามารถถอนการค้ำ ประกันสินทรัพย์ที่มีอยู่ที่ได้วางเป็นหลักประกันไว้กับธนาคารซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวในการเข้าถึงตลาดการเงินในอนาคต

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

ในปี 2560 บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การขยายธุรกิจเดิมที่มีอยู่ 2) การ จัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและ การรุกตลาดใหม่ และ 3) การปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนราคา วัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2559 โดยปัจจัยทั้งหมดจะช่วยผลัก ดันให้ยอดขายของบริษัทฯ เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 8 พันล้าน เหรียญสหรัฐภายในปี 2563
บริษัทฯ คาดว่าอัตราการทำกำไรจะฟื้นตัวในปี 2560 เนื่องจาก

1) การฟื้นตัวของธุรกิจแซลมอนเมอร์อลิอันซ์ 2) การฟื้นตัว ของธุรกิจรับจ้างผลิตทูน่าส่งออกในประเทศไทย และ 3) ผลกำไร ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจร้านอาหารเรด ล็อบสเตอร์ และ บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2560 บริษัทฯ มุ่งที่จะปรับปรุงงานใน 5 ส่วนสำคัญของ การดำเนินธุรกิจ ได้แก่:

  1. การปรับปรุงธุรกิจหลัก
    • มุ่งขยายส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปในภูมิภาคยุโรป
    • พลิกฟื้นอัตรากำไรในธุรกิจทูน่าและแซลมอน
  2. การควบรวมกิจการอย่างมีประสิทธิผล
    • ติดตามการลุงทุนของบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ เพื่อส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรมากขึ้น
    • ปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทในเครือทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ธุรกิจใหม่
    • สร้างแบรนด์ คิงออสการ์ (King Oscar) ให้เป็นแบรนด์ระดับโลก และสร้างความเติบโตในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
    • การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Marine Ingredients เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบของบริษัทฯ
  4. นวัตกรรม
    • นำนวัตกรรมที่ค้นคว้าโดยศูนย์นวัตกรรม (Gii) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสินค้าหรือนวัตกรรมกระบวนการผลิตใหม่ๆ
  5. การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
    • โปรแกรมเพื่อความยั่งยืน ‘SeaChange’ และ ‘Tuna Commitment’
    • แสดงถึงความเป็นผู้นำในการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบและการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม

ในปี 2560 บริษัทมีแผนที่จะลงทุนจำนวน 4.8 พันล้านบาท สำหรับการพัฒนาธุรกิจใหม่และปรับปรุงการดำเนินงานใน ปัจจุบันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะ ยาว โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการลงทุนในด้านเครื่องจักรและ อุปกรณ์ รวมถึงการก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร รวมทั้งการ ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องจะทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทฯ เข้มแข็งจากการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสด

บริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลปีละสองครั้งในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ

ด้วยการบริหารงานอย่างรอบคอบและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ บริษัทฯ จึงสามารถรักษาระดับกำไรสุทธิจากปีก่อนหน้าและคงอัตราการจ่ายเงินปันผลได้ที่ 0.63 บาทต่อหุ้นสำหรับผล การดำเนินงานในปี 2559 บริษัทฯ สามารถจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยในปี 2537

ดูเพิ่มเติม

ปัจจัยเสี่ยง

นอกเหนือจากการลงมือปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่บริษัทฯ ตั้งไว้ รวมทั้งความมุ่งมั่นของพนักงานของบริษัทฯ ที่มุ่งไปสู่ความสำเร็จ บริษัทฯ เชื่อว่าการที่บริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายของบริษัทฯ ได้ในปีนี้ มีปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัย ดังนี้

บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบหรือเหตุขัดข้องในการจัดหาวัตถุดิบหลัก

การประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ต้องอาศัยการจัดหาวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมและในปริมาณที่เพียงพอต่อการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาทูน่าและกุ้ง โดยบริษัทฯ ได้จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ ราคาวัตถุดิบต่างๆ รวมทั้งราคากุ้งแช่แข็ง มีความผันผวนและได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุปทานและอุปสงค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก สภาพอากาศ ภาษีศุลกากรและภาษีนำเข้า การควบคุมของรัฐบาล โรคในสัตว์น้ำต่าง ๆ และราคาพลังงาน

ถึงแม้บริษัทฯ ได้ตรวจสอบความพร้อมและราคาของวัตถุดิบต่างๆ และอุปทานของกุ้งอย่างสม่ำเสมอ แต่บริษัทฯ ไม่สามารถรับรองได้ว่าบริษัทฯ จะสามารถจัดหาวัตถุดิบต่างๆ หรือวัตถุดิบกุ้งได้ในปริมาณที่เพียงพอหรือมีคุณภาพตามที่ต้องการสำหรับการผลิตของบริษัทฯ อยู่เสมอ รวมทั้งไม่สามารถรับรองได้ว่าวัตถุดิบเหล่านี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาที่มีนัยสำคัญในอนาคต ทั้งนี้ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบต่างๆ และวัตถุดิบกุ้งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจของบริษัทฯ เช่น ในกรณีที่ราคาวัตถุดิบลดลงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจรับจ้างผลิตของบริษัทฯ มากกว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ เนื่องจากลูกค้าอาจชะลอการสั่งผลิตผลิตภัณฑ์หากคาดการณ์ว่าราคาวัตถุดิบและสินค้าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบที่ลดลงยังอาจส่งผลต่อการลดลงของมูลค่าสินค้าคงเหลือของบริษัทฯ อีกด้วย ส่วนในกรณีที่ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบในทางลบ ต่อธุรกิจผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ มากกว่าธุรกิจรับจ้างผลิต เนื่องจากราคาของผลิตภัณฑ์ที่รับจ้างผลิตมักจะกำหนดจากวิธีราคาต้นทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Cost-plus pricing) จึงสามารถกำหนดราคาขายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นให้แก่ลูกค้าได้ในทุกกรณี

การประวัติการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการจัดซื้อจัดหาแบบไม่เก็งกำไร การบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างรอบคอบและการปรับราคาขายในจังหวะที่เหมาะสมช่วยให้บริษัทฯ สามารถลดผลกระทบส่วนใหญ่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวน ขณะที่ราคาขายของบริษัทฯ โดยเฉพาะธุรกิจรับจ้างผลิตซึ่งกำหนดราคาแบบราคาต้นทุนบวกกำไร

การแพร่ระบาดของโรคในสัตว์น้ำอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และความต้องการสินค้าของบริษัทฯ

การแพร่ระบาดของโรคในสัตว์น้ำอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจของบริษัทฯ ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบและการผลิตลดลง รวมถึงมีต้นทุนในการจัดหาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ยอดขายลดลง และเกิดความกังวลต่อคุณภาพและความปลอดภัยในการบริโภคอาหารทะเล เช่น ในปลายปี 2555 เริ่มมีการระบาดของโรคกุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome: EMS) ในบรรดาฟาร์มกุ้งในประเทศไทย ทำให้ผลผลิตกุ้งในปี 2556 และ 2557 ลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2555 ราคาวัตถุดิบกุ้งจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2556 จนถึงจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ก่อนจะลดลงในเวลาต่อมา ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค EMS ส่งผลให้ธุรกิจรับจ้างผลิตกุ้งในประเทศไทย มีผลขาดทุนในครึ่งแรกของปี 2556

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับรองได้ว่า การแพร่ระบาดของโรคอีเอ็มเอสจะหมดไปจากประเทศไทย หรืออาจมีโรคแพร่ระบาดทางทะเลอื่นๆ จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจของบริษัทฯ สถานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และโอกาสทางธุรกิจ

ในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจกุ้งต้นน้ำและแปรรูปกุ้งของไทย บริษัทฯ จึงได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศเพื่อให้สามารถทำการเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดอัตราการตายของกุ้งเลี้ยง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีเครือข่ายสำหรับจัดหาวัตถุดิบกุ้งจากทั่วโลกผ่านทางธุรกิจจัดจำหน่าย (trading company) จากประเทศที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโรค EMS เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีวัตุดิบกุ้งเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจ

บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบจากการควบคุมด้านสิทธิมนุษยชนจากนานาชาติ และการห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศไทย

เมื่อปี 2557 กระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศลดระดับประเทศไทยไปอยู่ใน “กลุ่มที่ 3” ของรายงานการลักลอบค้ามนุษย์ เนื่องจากรัฐบาลย่อหย่อนต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของพระราชบัญญัติป้องกันการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 2000 (the U.S. Trafficking Victims Protection Act of 2000) และไม่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว

ในวันที่ 21 เมษายน 2558 สหภาพยุโรปได้มีประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากประเทศไทยในช่วงปลายปี 2558 หากสหภาพยุโรปเห็นว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีการใช้มาตรการที่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing: IUU)

แม้ขณะนี้ยังไม่มีหลักประกันว่ามาตรการการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ของรัฐบาลจะได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรปหรือหน่วยงานตรวจสอบจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่บริษัทฯ ได้เดินหน้าจัดทำโครงการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและดำเนินนโยบายเชิงรุกในเรื่องนี้ ทำให้บริษัทฯ สามารถพลิกสถานการณ์และเรียกคืนความเชื่อมั่นจากลูกค้าของบริษัทฯ ในฐานะผู้จัดหาสินค้าหลัก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพิสูจน์ให้เห็นจากการจัดทำรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SD Report) โดยสมัครใจเป็นฉบับที่สอง รวมทั้งการที่ TU ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีแห่งความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) เป็นปีที่สองติดต่อกัน พร้อมกับได้รับรางวัล CSR award จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมาตรการเชิงรุกเพื่อให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลต่อธุรกรรมที่เกี่ยวข้องและการแปลงค่าเงิน ผลต่อธุรกรรมที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นในกรณีที่บริษัทฯ มีรายรับจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และรายจ่ายเป็นเงินสกุลอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่เงินบาท เช่น สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และ ยูโร

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีรายรับจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นเงินในสกุลที่ไม่ใช่เงินบาทมากกว่าร้อยละ ท90 ของรายได้จากการขายทั้งหมดของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมาโดยตลอด โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และ ยูโร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบในทางลบจากการแปลงค่าเงินในกรณีที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และยูโร เช่น รายได้ที่ได้รับในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีมูลค่าลดลงเมื่อแปลงค่าเป็นสกุลเงินบาท นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทอาจทำให้บริษัทฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคซึ่งใช้เงินสกุลอื่นและอาจส่งผลให้ยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ลดลง ทั้งนี้ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ สถานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

ด้วยนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแบบไม่เก็งกำไรและทำในจังหวะที่เหมาะสม ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อผลการดำเนินงานให้น้อยที่สุด

กลยุทธ์ในการเติบโตของบริษัทฯ รวมถึงการควบรวมกิจการและการขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ อาจไม่ประสบความสำเร็จหรืออาจมีต้นทุนสูง

การควบรวมกิจการทางธุรกิจ เกี่ยวเนื่องกับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงที่สัมพันธ์กับธุรกิจนั้น ซึ่งอาจเห็นได้หลังจากการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นแล้ว เช่น อุปสรรคในการรวมกันและการบริหารการปฏิบัติงานและระบบ การทำให้บุคลากรที่มีความสำคัญยังคงอยู่กับบริษัทฯ ความร่วมมือกันในการขายและการทำการตลาด และการที่ความสนใจของผู้บริหารถูกดึงไปจากเรื่องอื่นที่สำคัญต่อธุรกิจ เป็นต้น

กลยุทธ์ในการเติบโตของบริษัทฯ นั้นรวมไปถึงการเติบโตจากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากนวัตกรรม รวมทั้งการขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และการเข้าสู่ตลาดใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจยังไม่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญพอที่จะประสบความสำเร็จในการขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และเข้าสู่ตลาดใหม่ได้ และบริษัทฯ อาจไม่ประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความรู้และความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์ดังกล่าว นอกจากนั้น การขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และการเข้าสู่ตลาดใหม่อาจต้องใช้ทรัพยากรในการบริหารและการปฏิบัติงานมากพอสมควร

เป้าหมายการเติบโตของบริษัทฯ นั้นมาจากสองส่วน ได้แก่ การเติบโตจากธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันและการเข้าซื้อกิจการ แม้การซื้อกิจการที่ผ่านมาจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่บริษัทฯ ยังคงมีการเลือกสรรบริษัทที่จะเข้าซื้อกิจการอย่างรอบคอบ และดำเนินการโดยเห็นแก่ประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น โดยบริษัทฯ จะเข้าซื้อกิจการในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของบริษัทฯ และสามารถผนึกกำลัง (synergy) เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายได้ ส่วนในกรณีที่เกิดอุปสรรคหรือต้องมีการยกเลิกการซื้อกิจการบริษัทฯ จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ จะไม่มีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่จำเป็น

ดูเพิ่มเติม

อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วน 2557 2558 2559
อัตราส่วนสภาพคล่อง      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) 1.51 1.47 1.01
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) 0.43 0.48 0.29
อัตราส่วนโครงสร้างของทุน      
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 1.43 1.29 2.00
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)* 0.98 0.81 1.39
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)* 0.85 0.75 1.37
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) 5.07 5.55 5.66
อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน      
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) 1.09 1.11 1.06
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (เท่า) 2.75 2.91 3.06
อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (เท่า) 8.42 8.09 8.83
อัตราส่วนการหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (เท่า) 12.65 11.66 10.77
จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (วัน) 131 124 118
จำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (วัน) 43 44 41
จำนวนวันหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (วัน) 28 31 33
อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร      
อัตรากำไรขั้นต้น (ร้อยละ) 15.7 15.6 14.8
อัตรากำไร EBITDA (ร้อยละ) 9.1 9.2 8.3
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 4.2 4.2 3.9
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ร้อยละ) 12.2 11.9 11.8
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ร้อยละ)** 7.6 7.8 6.4
อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย 12.5 12.0 10.5
ข้อมูลต่อหุ้น      
กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท) 1.099*** 1.11 1.10
เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) 0.54 0.63 0.63
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 9.42 9.60 9.06
หมายเหตุ: อัตราส่วนทางการเงิน ปี 2558 คำนวณจากงบการเงินรายงานเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2558
* เฉพาะหนี้สินที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยเท่านั้น
** อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก่อนภาษี = กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ย
*** ปรับปรุงใหม่จากการเปลี่ยนแปลงราคาตามมูลค่าหุ้นจาก 1.00 บาท เป็น 0.25 บาท ในเดือนธันวาคม 2557

บทวิเคราะห์งบการเงิน

ภาพรวม

ปี 2559 เป็นปีที่ TU สามารถทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้อีกปีหนึ่ง แม้ว่าบริษัทฯ จะประสบความท้าทายจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าและปลาแซลมอนปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม บริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิได้เมื่อเทียบกับปี 2558 ในปี 2559 ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 22 จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,425 เหรียญสหรัฐต่อตันยิ่งไปกว่านั้น ราคาวัตถุดิบปลาแซลมอนเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 50 จากปี 2558 มาอยู่ที่ 63 โครนนอร์เวย์ (NOK) ต่อกิโลกรัม แม้ว่าบริษัทฯจะสามารถปรับราคาขึ้นเพื่อสะท้อนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้บางส่วน แต่ราคาวัตถุดิบที่ทรงตัวในระดับสูงได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

ผลผลิตกุ้งของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 310,979 ตันในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากผลผลิตในปี 2558 เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรค EMS ได้ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจกุ้งของบริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องในด้านรายได้ด้วยผลดีจากอุปทานกุ้งในประเทศที่เพิ่มขึ้นการเน้นผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่มีอัตรากำไรสูงกว่า รวมถึงการเข้าซื้อธุรกิจแปรรูปกุ้งล็อบสเตอร์ในประเทศแคนาดา ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะยกเลิก ส่วนงานเรือประมงในประเทศกาน่า โดยบริษัทย่อยที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนงานนี้ได้ถูกรายงานไว้ในงบการเงินเป็นการดำเนินงาน ที่ยกเลิก บริษัทฯ ได้เข้าเซ็นสัญญาขายและสัญญาตกลงความเข้าใจที่จะขายกองเรือที่เกี่ยวข้องในเดือนธันวาคม 2559 และคาดว่าจะขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ภายในปี 2560

ยอดขาย

บริษัทฯ ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 134.4 พันล้านบาท ในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 จากปี 2558เทียบเท่ายอด ขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่ 3.80 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 จากปี 2558 โดยมีสาเหตุหลักการควบรวม กิจการ บริษัท รูเก้น ฟิช และบริษัทเชซ์นูส์ และการปรับราคาสินค้าของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น เพื่อสะท้อนปัจจัย ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนยอดขายสูงสุดหรือร้อยละ 45.4 ลดลงจากร้อยละ 47.2 ในปี 2558 แต่กลุ่มธุรกิจดังกล่าวจะยังมียอดขายที่เติบโตขึ้นจากการควบรวมกิจการของบริษัท รูเก้น ฟิช ขณะเดียวกันยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องรายงานยอดขายคิดเป็นร้อยละ 41.6 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40.2 ในปี 2558 เนื่องทั้งจากผลผลิตกุ้งในประเทศไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและการควบรวมกิจการขอบบริษัท เชซ์นูส์ ในประเทศแคนาดา ส่วนกลุ่ม ธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น นั้นรายงานยอดขายคิดเป็นร้อยละ 13.0 ของยอดขายรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.6 ในปี 2558

ในปี 2559 ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 39 ของยอดขายรวม บริษัทฯ ขณะที่ยุโรปยังคงเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 33 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในปี 2558 ส่วนยอดขายในประเทศและตลาดญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนยอดขายร้อยละ 8 และร้อยละ 6 ตามลำดับ ซึ่งทรงตัวจากปีก่อนหน้า

ในปี 2559 สัดส่วนยอดขายของธุรกิจแบรนด์และธุรกิจรับจ้างผลิตต่อยอดขายรวม ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ร้อยละ 42 และร้อยละ 58 ตามลำดับ เป็นผลจากบริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการทั้งของธุรกิจแบรนด์และธุรกิจรับจ้างผลิตในระหว่างปี

กำไรขั้นต้น

บริษัทฯ รายงานกำไรขั้นต้นในปี 2559 ที่ 19.9 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากปีก่อนหน้า แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเหลือร้อยละ 14.8 จาก ร้อยละ 15.6 เมื่อปีก่อนหน้าเนื่องมาจากราคาปลาทูน่าและปลาแซลมอนที่ปรับเพิ่มขึ้น บริษัทฯ ยังสามารถรายงานกำไรขั้นต้นที่เพิ่มสูงขึ้นได้เนื่องจากยอดขายที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2559

ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปรายงานอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงมาอยู่ที่ ร้อยละ 17.0 จาก ร้อยละ 18.7 ในปี 2558 โดยมีสาเหตุ หลักจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของทั้งธุรกิจแบรนด์และธุรกิจรับจ้างผลิต

เนื่องจากเกิดปัญหาในการเลี้ยงปลาแซลมอนในประเทศชิลีซึ่งส่งผลต่ออุปทานของปลาแซลมอนทำให้ราคาเฉลี่ยวัตถุดิบปลา แซลมอนปรับตัวขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็นและสินค้าที่เกี่ยวข้อง ปรับมาอยู่ที่ร้อยละ 9.1 ลดลงจาก ร้อยละ 10.7 ในปี 2558 แต่ในขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นได้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเนื่องจากมีการแยกธุรกิจกองเรือที่ประสบผลขาดทุนออกจากกลุ่มธุรกิจดังกล่าว

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ3.2 จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 13.1 พันล้านบาท ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าวนั้นน้อยกว่าการเติบโตของยอดขายที่ร้อยละ 7.3 ดังนั้นอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายจึง ปรับลดลงเหลือร้อยละ 9.8 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 10.2 ในปีก่อนหน้า แม้ว่าในปี 2559 บริษัทฯ จะมีการลงทุนในการเข้าซื้อกิจการ และขยายธุรกิจหลายโครงการ บริษัทฯ ยังคงสามารถควบคุมอัตราค่าใช้จ่ายให้อยู่ในกรอบเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ไม่เกินร้อยละ 10

กำไรจากการดำเนินงาน

บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2559 ที่ 6,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.3 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากราคา ปลาทูน่าและปลาแซลมอนที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจปลาแซลม่อนในยุโรปประสบผลขาดทุนในปี 2559 แม้ว่าการควบคุมค่า ใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดผลกระทบจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลงไปได้บ้าง แต่อัตรากำไรจากการดำเนินงานก็ยังปรับ ลดลงร้อยละ 0.36 มาอยู่ที่ร้อยละ 5.1 ในปี 2559

รายได้อื่น (รวมส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม)

รายได้อื่นในปี 2559 อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ29.8 จากปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากรายรับเงินปันผลจากการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2559

กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

บริษัทฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อยเพียง 84 ล้านบาทในปี 2559 ลดลงเมื่อเทียบกับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กว่า 1,012 ล้านบาทในปี 2558 เนื่องจากบริษัทฯ มีการยกเลิกสัญญาป้องกันความเสี่ยงของเงินลงทุนสกุลยูโรในไตรมาสที่ 1/2558 ซึ่งทำให้เกิดการบันทึกกำไรจากการแลกเปลี่ยนที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงาน หากมองในประเด็นของการป้องกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะที่มีความผันผวนมากเช่นในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนสามารถป้องกันความเสี่ยงและลดผลกระทบ ทั้งทางบวกและลบจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

เนื่องจากการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ทำให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 65.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นจาก 39.2 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงินกลับลดลงเหลือ 1,440 ล้านบาท จากกว่า 1,592 ล้านบาทในปี 2558 ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงนั้นเกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ของบริษัทระหว่างปีซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่าย สุทธิปรับลดลงจากปีก่อนหน้า

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2559 ลดลงร้อยละ 56 จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 583 ล้านบาท อัตราภาษีสุทธิสำหรับปี 2559 ลด ลงเหลือเพียงร้อยละ 8.7 จาก ร้อยละ 18.4 ในปี 2558 การปรับลดลงของอัตราภาษีสุทธินั้นเกิดขึ้นจากการลดลงของหนี้ สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (deferred tax liabilities) อันสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลฝรั่งเศสมีการปรับลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลซึ่งมีผลต่อการคำนวนหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจปลาแซลมอนที่ประสบผลขาดทุน ทำให้ลดภาระการจ่ายภาษีลง

กำไรสุทธิ

กำไรสุทธิในปี 2559 อยู่ที่ 5,245 ล้านบาท ใกล้เคียงกับระดับกำไรสุทธิในปี 2558 ที่ 5,303 ล้านบาท ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นนั้นได้ถูกชดเชยด้วยยอดขายที่ปรับตัวสูงขึ้น การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพรายได้อื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปรับลดลง อัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ ร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับร้อยละ 4.2 ในปีก่อนหน้า

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวมในปี 2559 อยู่ที่ 142.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.4 พันล้านบาท จาก 111.5 พันล้านบาทในปี 2558

  • ลูกหนี้การค้าสุทธิอยู่ที่ 14.8 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.4 จาก 15.6 พันล้านบาทในปี 2558 ซึ่งตรงกันข้ามกับอัตรา การเติบโตของยอดขายของบริษัทฯ ดังนั้นอัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้จึงปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8.83 เท่า จาก 8.09 เท่าในปี 2558 เนื่องจากมูลค่าลูกหนี้การค้าเฉลี่ยลดลงในขณะที่ยอดขายมีการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ระยะเวลาการเก็บหนี้เฉลี่ยในปี 2559 ลดลงเป็น 41 วันจาก 44 วันในปี 2558
  • สินค้าคงเหลือสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 เป็น 39.6 พันล้านบาทจาก 35.2 พันล้านบาทในปี 2558 มีสาเหตุหลักจาก ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าและปลาแซลมอนที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดีจำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือในปี 2559 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 118 วัน จาก 124 วันในปีก่อนหน้าเป็นผลหลักจากมูลค่าสินค้าคงเหลือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงร้อย ละ 2.9 ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าต้นทุนขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 โดยอัตราการหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการ บริหารจัดการภายในเพื่อเก็บรักษาสินค้าคงเหลือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ลดลงมาอยู่ที่ 1.06 เท่าในปี 2559 จาก 1.11 เท่าในปี 2558 เป็นผลจากอัตราการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับสูงอันเนื่องมาจาก การลงทุนต่างๆ รวมถึงการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ที่เกิดขึ้นในปี 2559 ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทฯ มีการลงทุนในรูป ของบริษัทในเครือ (Affiliate Companies) ซึ่งไม่ได้มีการควบรวมยอดขายอีกด้วย
  • อัตราส่วนสภาพคล่องในปี 2559 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1.01 เท่า จาก 1.47 เท่าในปี 2558 และ อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วลดลงเป็น 0.29 เท่า จาก0.48 เท่า ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อัตราส่วนทั้งสองปรับตัวลดลง เป็นเพราะเงินกู้ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าลงทุนในบริษัท เรดล็อบสเตอร์ ในไตรมาส 4/2559 เงินกู้ระยะสั้นดังกล่าว ทั้งหมดได้ถูกรีไฟแนนซ์เป็นเงินกู้ระยะยาวเสร็จสิ้นแล้วในไตรมาส 1/2560
  • ในปี 2559 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์มีมูลค่ารวม 23.3 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 23.1 พันล้านบาท ในปี 2558 เนื่องจากบริษัทฯ มีการลงทุนในสินทรัพย์และมีการควบรวมงบการเงินของบริษัทที่เข้าควบรวมกิจการด้วย
หนี้สินรวม

หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2559 มีมูลค่า 94.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.1 พันล้านบาท จาก 62.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2558

  • เจ้าหนี้การค้าในปี 2559 มีมูลค่า 11.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 จาก 9.8 พันล้านบาท ในปี 2558 ขณะที่ระยะ เวลาการชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 33 วันจาก 31 วันในปี 2558 ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 10.8 เท่าเทียบกับ 11.7 เท่าในปีก่อนหน้า
  • เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 90 เป็น 37.0 พันล้านบาทจาก 19.4 พันล้านบาท เนื่องจากเงินกู้ ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ในไตรมาส 4/2559
  • เงินกู้ยืมระยะยาวในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 มาอยู่ที่ 25.4 พันล้านบาท จาก 15.9 พันล้านบาท เนื่องจาก บริษัทฯ รีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นเพื่อการลงทุนที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2559
  • หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมีมูลค่ารวม 65.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 จาก 39.2 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า โดย สัดส่วนหนี้สินระยะยาว (รวมหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี) ลดลงจากร้อยละ 51 เป็นร้อยละ 44 ของหนี้ สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด เนื่องจากเงินกู้ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์
ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในปี 2559 มีมูลค่ารวม 43.2 พันล้านบาท ลดลง 2.5 พันล้านบาทจาก 45.8 พันล้านบาทในปี 2558 มีสาเหตุหลักจากสภาวะการดำเนินธุรกิจที่ท้าทายในขณะที่บริษัทฯ ยังคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับเดียวกันกับปีก่อนหน้า

  • อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นในปี 2559 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0 เท่าจาก 1.3 เท่าในปี 2558 มีสาเหตุหลัก จากบริษัทฯ มีการกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนในธุรกิจต่างๆระหว่างปี 2559
  • เนื่องจากการลงทุนในหลายธุรกิจในปี 2559 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.37 เท่า ณ สิ้นปี 2559 จาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2558 แต่อัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวก็ยังอยู่ต่ำกว่าข้อจำกัดตามเงื่อนไขการกู้ยืมเงินของบริษัทฯ ที่ 2.0 เท่า หนี้สินสุทธิ ณ สิ้นปี 2559 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 64.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 36.4 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2558
  • ในปี 2559 อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย (ROCE) อยู่ที่ร้อยละ 10.5 หรือลดลงจากร้อยละ 12.0 ในปี 2558 มีสาเหตุหลักจากเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุนในบริษัท เรดล็อบสเตอร์ ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4/2559 ในขณะที่ผล ตอบแทนที่เกิดจากเงินลงทุนดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพียงในไตรมาส 4/2559 เท่านั้น
  • อย่างไรก็ตามอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยในปี 2559 ยังอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 11.8 หรือคงที่จากร้อยละ 11.9 ในปี 2558 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาระดับการทำกำไรของบริษัทในภาวะอุตสาหกรรมที่ท้าทายในปี 2559
กระแสเงินสด

ไทยยูเนี่ยนมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานในปี 2559 คิดเป็น 7,770 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ (กำไร EBITDA ปี 2559 คิดเป็น 11,138 ล้านบาท) แม้ว่าภาวะอุตสาหกรรมจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม โดยราคาปลาทูน่าและปลาแซลมอนที่ปรับตัวสูงขึ้นและการควบรวมกิจการนั้นทำให้ระดับสินค้าคงคลังปรับเพิ่มสูงขึ้น และทำให้เกิดเงินสดใช้ไปในกิจกรรมที่เกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียนมูลค่า 1,026 ล้านบาทในปี 2559

ขณะเดียวกัน เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในจากกิจกรรมลงทุนในปี 2559 มีจำนวนรวม 29,400 ล้านบาท อันเนื่องมาจากกิจกรรม การลงทุนต่างๆ ของบริษัท อาทิเช่น การลงทุนใน 1) เรด ล็อบสเตอร์ 2) รูเก้น ฟิช 3) เล เพ็ชเชอะรี เดอ เชซ์ นูส์ 4) อแวนติ โฟรเซ่น ฟู้ดส์ และ 5) การเข้าซื้อหุ้นที่เหลือในบริษัทลูก Tri-Union Frozen Products, Inc.

บริษัทมีเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2559 มีมูลค่า 19,821 ล้านบาท โดยส่วนมากเกิดจากการกู้ยืมมา เพื่อลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในปี 2559 และบริษัทก็ยังมีการจ่ายเงินปันผลมูลค่า 2,982 ล้านบาทในปี 2559 อีกด้วย

ณ สิ้นปี 2559 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสดลดลงสุทธิ 1,840 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันต้นปีมูลค่า 2,815 ล้านบาท บริษัทฯ มีเงินสดและรายการ เทียบเท่าเงินสดสุทธิ ณ วันสิ้นปี 2559 มูลค่า 976 ล้านบาท

ดูเพิ่มเติม