This printed article is located at http://investor-th.thaiunion.com/annual_review.html

Annual Review

ภาพรวม

ปี 2560 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายของไทยยูเนี่ยน เนื่องจากราคาวัตถุดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสภาวะการดำเนินธุรกิจไม่เอื้ออำนวยก็ตาม บริษัทฯ ยังสามารถรายงานผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในรูปของยอดขายและกำไรสุทธิ

บริษัทฯ รายงานยอดขายประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 136.5 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นยอดขายสูงกว่าระดับ 4.0 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยยอดขายในรูปสกุลเงินบาทปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ยอดขายมีการเติบโตขึ้นจากทั้งปริมาณการขายโดยรวมที่เพิ่มขึ้น และบริษัทยังมีการปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสะท้อนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างปี

ในปี 2560 บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 6.0 พันล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าบริษัทฯ จะเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ ยังสามารถรายงานกำไรที่สูงขึ้นได้จากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีอย่างเข้มงวด และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจร้านอาหารของบริษัทเรด ล็อบสเตอร์

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2560 ยังคงเป็นบวกเนื่องจากบริษัทฯ ยังคงรายงานกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่แข็งแกร่ง การควบคุมค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เป็นไปอย่างเข้มงวด หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัทฯ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 67.3 พันล้านบาท และสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2560

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) ได้ประสบภาวะอัตรากำไรลดลงในปี 2560 เนื่องจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวขึ้นมากกว่าและบริษัทไม่สามารถปรับราคาได้ในทันที ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจแบรนด์อาหารทะเลแปรรูป ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Frozen and Chilled Seafood and Related Business) ยังสามารถรายงานการเติบโตของกำไรขั้นต้นได้เนื่องจากปริมาณการขายที่ปรับเพิ่มขึ้น ทางบริษัทยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น (PetCare, Valued-added and Other Business) ซึ่งยังสามารถรายงานยอดขายที่เติบโตดี แม้ว่าสถานการณ์ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรบ้างของกลุ่มธุรกิจบ้างก็ตาม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดของบริษัทฯ ที่ร้อยละ 45 ของยอดขายรวมปี 2560 โดยยอดขายยังเติบโตโดยสาเหตุหลักมาจากการปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสะท้อนราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ปรับสูงขึ้นระหว่างปี ส่วนยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นคิดเป็นร้อยละ 42 ของยอดขายรวมของบริษัทฯ โดยการเติบโตของยอดขายนั้นมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก รวมถึงการควบรวมกิจการบริษัทผู้ผลิตล็อบสเตอร์ เล เพ็ชเชอะรี เดอ เชซ์ นูส์ ในประเทศแคนาดา เต็มปีในปี 2560 สำหรับยอดขายรายภูมิภาคในปี 2560 สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยมีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 38 ของบริษัทฯ ยอดขายจากภูมิภาคยุโรปคิดเป็นส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 32 ของบริษัทฯ ยอดขายจากตลาดไทยคิดเป็นส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 10 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากการปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสะท้อนราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และการเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัทเช่นแบรนด์อาหารทะเลแช่แข็งออนไลน์คิวเฟรช (Qfresh) และผลิตภัณฑ์อาหารว่างโมโนริ (Monori) ตลาดญี่ปุ่นยังคงมีส่วนแบ่งยอดขายที่ร้อยละ 6 ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดอื่นๆ ซึ่งรวมถึงตลาดแอฟริกาและประเทศที่เหลือในเอเชียรวมกันมีส่วนแบ่งยอดขายที่ร้อยละ 15ของยอดขายบริษัทฯ กลยุทธ์การเติบโดในตลาดเกิดใหม่และตลาดจีนเริ่มส่งผลให้เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2560 ที่ผ่านมาได้แก่:

  1. ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปรับตัวขึ้นร้อยละ 31จากปี 2559

    ในปี 2560 ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,860 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากราคาเฉลี่ยในปี 2559 ราคา142 รายงานประจำปี 2560 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)วัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรโดยเฉพาะในธุรกิจแบรนด์ของบริษัทฯ ในตลาดยุโรป โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลี ซึ่งการปรับราคาเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากในระยะสั้นและจากการที่ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าคิดเป็นยอดขายหลักของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 15.5 เมื่อเทียบกับร้อยละ 17.0 ในปีก่อนหน้า

  2. ราคาปลาแซลมอนทรงตัวในปี 2560

    ในปี2560 ราคาวัตถุดิบปลาแซลมอนเฉลี่ยอยู่ที่ 61 นอร์วีเจียนโครน (NOK) ต่อกิโลกรัม ลดลงร้อยละ 3.7 จากราคาเฉลี่ยในปี 2559 โดยรวมแล้วราคาปลาแซลมอนมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากที่ประสพปัญหาการเลี้ยงในปี 2559 ดังนั้นธุรกิจแซลมอนในภูมิภาคยุโรปของบริษัทฯ จึงสามารถรายงานกำไรขั้นต้นที่เป็นบวกได้ตลอดทั้งปี 2560

  3. มุ่งเพิ่มมูลค่าผลผลิตกุ้งเพื่อการส่งออกในปี 2560

    ผลผลิตกุ้งในประเทศไทยทรงตัวจากระดับผลผลิตในปี 2559 ที่ประมาณ 300,000 ตัน เนื่องจากภาวะฝนตกชุกและอทุ กภัยในพื้นที่เลี้ยงกุ้งบางส่วน ทั้งนี้ราคากุ้งขาวเฉลี่ยในปี 2560 (สำหรับกุ้งขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 จากปี 2559 เป็น 183 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อปรกติ แต่อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังมุ่งที่จะเพิ่มผลผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มให้มากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของผลิตภัณฑ์กุ้งส่งออกจากประเทศไทย

  4. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ช่วยผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2559

    ไทยยูเนี่ยนได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินกิจการภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2560 เงินลงทุนดังกล่าวได้สร้างกำไรให้กับบริษัทฯ เป็นมูลค่าสุทธิกว่า 760 ล้านบาทโดยส่วนมากอยู่ในรูปแบบของเงินปันผลรับและเครดิตภาษี ผลการดำเนินงานของเรด ล็อบสเตอร์เองนนั้นยังต่ำกว่าทบริษัทฯ ตั้งเป้าไว้และยังคงประสบภาวะขาดทุนสุทธิในปี 2560 เรด ล็อบสเตอร์ เป็นร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยสร้างรายได้ต่อปีที่ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วโลกทั้งในรูปแบบของร้านที่บริษัทดำเนินงานเองและแบบ แฟรนไชส์

  5. ความผันผวนของค่าเงิน

    ยอดขายของบริษัทฯกว่าร้อยละ 90 อยู่ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยส่วนมากเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และเงินปอนด์ ตามลำดับ แม้ว่าในระหว่างปี ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทยังสามารถผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้นได้ในรูปเงินบาท และด้วยการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด บริษัทฯสามารถบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มากถึง 1,256 ล้านบาทซงึ่ กำไรจากอตัราแลกเปลี่ยนส่วนมากนั้นเกิดขึ้นจากการป้องกันความเสี่ยงสำหรับการค้าขายปรกติของบริษัท ซึ่งภายใต้มาตรฐานการบัญชีของไทยนั้นถูกระบุให้รายงานอยู่ใต้รายการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

  6. การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    เนื่องจากในปี 2560 บริษัทฯ ได้เผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทาย บริษัทฯ จึงได้มุ่งความสนใจไปยังการควบคุมค่าใช้จ่ายและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2560 มีการเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายทรงตัวอยู่ที่ระดับร้อยละ 9.8 ในปี 2559 และต่ำกว่าร้อยละ 10.2 ในปี 2558 และร้อยละ 10 ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทฯ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการบริหารข้างต้นนั้นยังได้รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวอยู่หลายรายการ เช่น การปรับโครงสร้างบริหารธุรกิจที่ยุโรป การย้ายควบรวมออฟฟิศในลอสแอนเจลิสและการปรับโครงสร้างการผลิตในโรงงานที่ประเทศกานา เป็นต้น

  7. ระดับหนี้ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายของบริษัทฯแม้ว่าบริษัทฯ

    งดการเข้าซื้อกิจการอื่นในปี 2560อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2560 เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2559 ที่ 1.37 เท่าการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยนั้นเกิดขึ้นจากมูลค่าสินค้าคงคลังที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และการที่บริษัทตั้งใจเพิ่มระดับปริมาณสินค้าคงคลังในช่วงปลายปี แต่โดยรวมแล้วอัตราส่วนดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าข้อจำกัดตามเงื่อนไขการกู้ยืมที่ 2.0 เท่าอยู่มาก มูลค่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 67.3 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 สูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 65.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2559

ดูเพิ่มเติม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายในปี 2560ทั้งสิ้น 61,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 จาก 61,077 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 เนื่องจากบริษัทฯได้ปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นรายงานประจำ ปี 2560 143 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ในระหว่างปี ในขณะที่ปริมาณขายปรับลดลงร้อยละ3.0 เมื่อเทียบกับปี 2559 มาอยู่ที่ 364,721 ตันสำหรับอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปปรับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 15.5 ลดลงจากร้อยละ 17.0 เมื่อปีก่อนหน้า อัตรากำไรที่ลดลงนั้นสาเหตุหลักมาจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของทั้งธุรกิจรับจ้างผลิตปลาทูน่าเพื่อการส่งออกจากประเทศไทยรวมถึงธุรกิจแบรนด์ในภูมิภาคยุโรปของบริษัทฯ

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าพันธุ์ Skipjack (จากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก/ณ ท่าเรือกรุงเทพ) ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.5 มาอยู่ที่ 1,860 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับ 1,425 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อปีก่อนหน้า ซึ่งแม้ว่าการปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปปรับตัวสูงขึ้น แต่กลับส่งผลกระทบต่อปริมาณขายผลิตภัณฑ์เช่นกัน ทำให้ยอดขายรวมเติบโตได้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้การเจรจากับคู่ค้าและปรับราคาอย่างต่อเนื่องควรจะช่วยลดผลกระทบของราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและทำให้อัตราการทำกำไรฟื้นตัวในปี 2561

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง แช่เย็นและสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องมียอดขายในปี 2560 ทั้งสิ้น 57,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จาก 55,832 ล้านบาท เมื่อปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้นมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายเป็นหลัก ปริมาณขายผลิตภัณฑ์กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็นและสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 มาอยู่ที่ 248,255 ตัน โดยการเติบโตของยอดขายนั้นส่วนหนึ่งมาจากการควบรวมกิจการเต็มปีของบริษัทเลเพ็ชเชอะรี เดอ เชซ์ นูส์ ในประเทศแคนาดา และอีกส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งจากประเทศไทยมีปริมาณมากขึ้น

ในปี 2560 ราคากุ้งค่อนข้างทรงตัว โดยราคาวัตถุดิบกุ้งขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 183 บาทต่อกิโลกรัม(ขนาดกุ้ง 60 ตัวต่อกิโลกรัม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 จากราคาเฉลี่ยปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ปรับลดลงเล็กน้อยสู่ระดับร้อยละ 9.2 ลดลงจากร้อยละ 9.4 เมื่อปีก่อนหน้า ราคาวัตถุดิบปลาแซลมอนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2560 โดยราคาวัตถุดิบปลาแซลมอนเฉลี่ยอยู่ที่ 60.8 นอร์วีเจียนโครน (NOK) ต่อกิโลกรัมลดลงร้อยละ 3.7 จากราคาเฉลี่ยในปี 2559 โดยรวมแล้วราคาปลาแซลมอนมีเสถียรภาพมากขึ้นส่งผลให้ธุรกิจแซลมอนในภูมิภาคยุโรปของบริษัทฯสามารถรายงานผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นในปี 2560

การจัดการทางการเงินและการลงทุน

ในปี 2560 บริษัทฯ ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญ ดังนี้:

  1. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ระดมทุน 24.5 พันล้านบาทเพื่อใช้ในการลงทุนเข้าซื้อกิจการเรด ล็อบสเตอร์

    บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้มูลค่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณการออกหุ้นกู้ที่มากที่สุดในครั้งเดียวของบริษัทฯ โดยได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักลงทุนสถาบัน และมีการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นกู้เกินกว่า 2.6 เท่า ทั้งนี้หุ้นกู้ดังกล่าวมีอายุ 3 ปี, 5 ปี, 7 ปี และ 10 ปี มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 2.49 ถึง 3.94 ต่อปีโดยมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)เป็นผู้จัดการจำหน่ายหุ้นกู้ และในโอกาสเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ลงนามวงเงินกู้ระยะยาวมูลค่า 12,500 ล้านบาทอีกด้วย รวมแล้วบริษัทฯ ได้ประสบความสำเร็จในการระดมเงินกู้ระยะยาวมูลค่า 24.5 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนเข้าซื้อกิจการเรด ล็อบสเตอร์

  2. ไทยยูเนี่ยนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยของบริษัท แพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน)(PPC) และบริษัท ยู่เฉียงแคนฟู้ด จำกัด (YCC)

    ไทยยูเนี่ยนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยของบริษัท แพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน)(PPC) และบริษัท ยู่เฉียงแคนฟู้ด จำกัด (YCC) ไทยยูเนี่ยนเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัทแพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน) (PPC) และบริษัทยู่เฉียงแคนฟู้ด จำกัด (YCC) โดยบริษัทฯ ได้ทำการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ PPC จากเดิมที่บริษัทถืออยู่ร้อยละ 77.44 ให้เป็นร้อยละ 99.74 ณ เดือนกันยายน 2560 และได้ทำการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ YCC จากเดิมที่บริษัทถืออยู่ร้อยละ 82.93 ให้เป็นร้อยละ 99.55 ณ เดือนพฤจิกายน 2560 การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยทั้งสองนั้นจะส่งผลให้มีความร่วมมือกันระหว่างบริษัท สร้างให้เกิดความการผนึกพลัง (synergy) กันระหว่างบริษัทในเครือ และยังทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้ผลกำไรของบริษัทย่อยดังกล่าวได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

ในปี 2561 บริษัทฯ คาดว่ายอดขายจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การขยายธุรกิจเดิมที่มีอยู่ทั้งจากการเพิ่มปริมาณขายและการปรับราคาผลิตภัณฑ์ 2) การเติบโตจากการจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ กล่าวคือหน่วยธุรกิจตลาดเกิดใหม่ หน่วยธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) และหน่วยธุรกิจ Marine Ingredients โดยจะมีการเติบโตโดยใช้การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ, ค้นคว้านวัตกรรมการผลิตและเปิดตลาดใหม่ และ 3) การเพิ่มความร่วมมือกันระหว่างบริษัทในเครือ โดยปัจจัยทั้งหมดจะช่วยผลักดัน 144 รายงานประจำปี 2560บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ยอดขายของบริษัทฯ เติบโตและสามารถบรรลุเป้าหมายของยอดขายที่ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2563 นอกจากความคาดหวังในด้านการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องในปี 2561 บริษัทฯ คาดว่าอัตราการทำกำไรจะฟื้นตัวในปี 2561 เนื่องจาก 1) การฟื้นตัวของธุรกิจแซลมอนในทวีปยุโรปของบริษัทฯ 2) การปรับราคาของผลิตภัณฑ์ทูน่า 3) การฟื้นตัวของธุรกิจล็อบสเตอร์ในทวีปอเมริกาเหนือ และ 4) การเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ สู่สาธารณชน และนอกเหนือจากการเติบโตของยอดขายและการฟื้นตัวของอัตราทำากำไรแล้ว บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดในทุกส่วนงานของบริษัทฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในปี 2561 บริษัทฯ มุ่งที่จะให้ความสำคัญกับการดำเนินงานใน 5 ส่วนหลัก ได้แก่:

  1. การพัฒนาการดำเนินงานของธุรกิจ
    • เจรจากับคู่ค้าและปรับราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
    • มุ่งควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขายเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  2. การเข้าซื้อกิจการ และการควบรวมกิจการอย่างมีประสิทธิผล
    • การลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ สนับสนุนการเติบโตยอดขายและผลกำไรของบริษัทฯ รวมถึงการขยายกิจการในระดับนานาชาติ
    • เพิ่มการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทในเครือทั่วโลกให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพ
    • ใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุนในกิจการใหม่ๆโดยมีแนวโน้มที่จะมองหาการลงทุนเล็กๆ มากกว่าการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่
  3. ธุรกิจใหม่
    • มุ่งขยายตลาดในตลาดใหม่และใช้แบรนด์ระดับโลกของบริษัทฯ อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดจีน ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดแอฟริกา
    • การเปิดตัวธุรกิจ Marine Ingredients ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการผลิตของบริษัทฯ ได้อย่างมีคุณค่าสูงสุด
  4. นวัตกรรม
    • การขยายกรอบงานวิจัยของศูนย์นวัตกรรม (Gii) ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและกุ้งและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ กระบวนการการผลิต การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการผลิต และค้นคว้านวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าอย่างต่อเนื่อง
    • นำนวัตกรรมที่ค้นคว้าโดยศูนย์นวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสินค้าหรือนวัตกรรมกระบวนการผลิตใหม่ๆ
  5. การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
    • มุ่งมั่นเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน (SeaChange®) และการจัดหาวัตถุดิบทูน่าอย่างยั่งยืน (Tuna Commitment) โดยการขยายกรอบไปยังกิจกรรมความคิดริเริ่มใหม่ๆ เช่นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนโครงการ global ghost gear initiative (โครงการกู้อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งในท้องทะเล) ในต่างประเทศ
    • แสดงถึงความเป็นผู้นำในการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบและความเท่าเทียมในการใช้แรงงาน

ในปี 2561 บริษัทมีแผนที่จะลงทุนจำนวน 4.8 พันล้านบาท สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการลงทุนหลักของบริษัทฯ จะเน้นการลงทุนในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ การก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร รวมไปถึงการลงทุนในระบบ SAP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทฯ เข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดรับ

บริษัทฯ ยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลปีละสองครั้งในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิเนื่องจากการบริหารงานอย่างรอบคอบ และระดับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรายงานกำไรสุทธิที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มการอัตราการจ่ายเงินปันผลมาอยู่ที่ 0.66 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานในปี2560, เพิ่มขึ้นจาก 0.63 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2559 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ปีนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537

ดูเพิ่มเติม

อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนสภาพคล่อง 2558 2559 2560
อัตราส่วนสภาพคล่อง      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) 1.47 1.01 1.71
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) 0.48 0.29 0.47
อัตราส่วนโครงสร้างของทุน      
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 1.29 2.00 2.03
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)* 0.81 1.39 1.40
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)* 0.75 1.37 1.38
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) 5.55 5.66 4.02
อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน      
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) 1.11 1.06 0.95
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (เท่า) 2.91 3.06 2.85
อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (เท่า) 8.09 8.83 9.48
อัตราส่วนการหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (เท่า) 11.66 10.77 9.43
จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (วัน) 124 118 126
จำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (วัน) 44 41 38
จำนวนวันหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (วัน) 31 33 38
อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร      
อัตรากำไรขั้นต้น (ร้อยละ) 15.6 14.8 13.3
อัตรากำไร EBITDA (ร้อยละ) 9.2 8.3 8.3
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 4.2 3.9 4.4
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ร้อยละ) 11.9 11.8 13.7
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ร้อยละ)** 7.8 6.4 6.0
อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย 12.0 10.5 8.9
ข้อมูลต่อหุ้น      
กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท) 1.11 1.10 1.26
เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) 0.63 0.63 0.66
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 9.60 9.06 9.32
* เฉพาะหนี้สินที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยเท่านั้น
** อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก่อนภาษี = กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ย

บทวิเคราะห์งบการเงิน

ภาพรวม

ปี 2560 เป็นปีที่ TU สามารถทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และยังบันทึกกำไรสุทธิที่ 6.0 พันล้านบาทซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯอีกเช่นกัน แม้ว่าบริษัทฯจะประสบความท้าทายจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม บริษัทฯ ยังรายงานยอดขายสูงกว่าระดับ 4.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2560 ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 30.5 จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,860 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ราคาวัตถุดิบกุ้งและปลาแซลมอนเฉลี่ยค่อนข้างทรงตัวจากปีก่อนหน้าแม้ว่าบริษัทฯ จะสามารถปรับราคาขึ้นเพื่อสะท้อนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้บางส่วน แต่ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วได้ส่งผลกระทบต่ออัตราทำกำไรของบริษัทฯ

ผลผลิตกุ้งของประเทศไทยในปี 2560 นั้นทรงตัวจากปีปริมาณผลผลิตในปี 2559 ที่ระดับ 300,000 ตันเนื่องจากภาวะฝนตกชุกและอุทกภัยในพื้นที่เลี้ยงกุ้งบางส่วน ขณะที่กลุ่มธุรกิจกุ้งของบริษัทฯยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในด้านยอดขายและปริมาณขาย เนื่องจากการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งจากประเทศไทยมีปริมาณมากขึ้น โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นไปยังกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

แม้ว่าบริษัทฯ จะเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ ยังสามารถรายงานกำไรที่สูงขึ้นได้จากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจร้านอาหารของบริษัทเรด ล็อบสเตอร์ และการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีอย่างเข้มงวด ทำให้บริษัทฯ สามารถรายงานกำไรสุทธิ 6.0 พันล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ยอดขาย

บริษัทฯ ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง136.5 พันล้านบาท ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ1.6 จากปี 2559 (เทียบเท่ายอดขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่ 4.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.9) โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสะท้อนปัจจัยราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณการขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายตลาดใหม่

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนยอดขายสูงสุดหรือร้อยละ 44.8 ลดลงจากร้อยละ 45.5 ในปี 2559 โดยยอดขายกลุ่มธุรกิจดังกล่าวทรงตัวจากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องบันทึกยอดขายคิดเป็นร้อยละ 42.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41.5 ในปี 2559 เนื่องจากทั้งยอดขายส่งออกกุ้งที่ปรับตัวดีขึ้น และการปรับราคาของผลิตภัณฑ์แซลมอน ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นนั้น รายงานยอดขายคิดเป็นร้อยละ 13.2 ของยอดขายรวมของบริษัทฯเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.0 ในปี 2559

ในปี 2559 ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 38 ของยอดขายรวมบริษัทฯ ลดลงจากร้อยละ 39 ของยอดขายรวมในปี 2559 เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทในระหว่างปี 2560 ตลาดยุโรปยังคงเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 32 ลดลงจากร้อยละ 33 ในปี 2559 ส่วนยอดขายในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 (จากร้อยละ8 ในปีก่อนหน้า) เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและการเปิดตัวสินค้าใหม่ และตลาดญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนยอดขายร้อยละ 6 ซึ่งทรงตัวจากปีก่อนหน้า

ในปี 2560 สัดส่วนรายได้ของธุรกิจแบรนด์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42% (เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2559) ส่งผลให้ธุรกิจรับจ้างผลิตมีสัดส่วน 58% (ลดลงจาก 59%ในปี 2559) ของยอดขายในช่วงดังกล่าว โดยแม้ว่าจะมีสัดส่วนยอดขายที่ลดลง ยอดขายของธุรกิจรับจ้างผลิตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ +1.0% เมื่อเทียบกับปี 2559 ยอดขายธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) คิดเป็นร้อยละ 12 ของยอดขายทั้งหมด โดยครึ่งหนึ่งคิดเป็นยอดขายสินค้าที่เป็นแบรนด์ของบริษัทฯ

กำไรขั้นต้น

บริษัทฯ รายงานกำไรขั้นต้นในปี 2560 ที่ 18.1พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.0 จากปีก่อนหน้าโดยอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเหลือร้อยละ 13.3จาก ร้อยละ 14.8 เมื่อปีก่อนหน้าเนื่องมาจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้นธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปรายงานอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงมาอยู่ที่ ร้อยละ 15.5 จาก ร้อยละ 17.0 ในปี2559 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของทั้งธุรกิจแบรนด์และธุรกิจรับจ้างผลิตเนื่องจากสภาวะการเลี้ยงปลาแซลมอนเริ่มกลับสู่สภาวะปรกติและราคาปลาแซลมอนเฉลี่ยเริ่มทรงตัวจากปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับร้อยละ 9.4 ในปี 2559 ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นได้ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้นและการปรับการคิดต้นทุนทางบัญชีบางรายการ

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 13.4 พันล้านบาทเนื่องจากการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายจึงยังคงอยู่ที่ระดับร้อยละ 9.8 ซึ่งทรงตัวจากปี 2559 โดยบริษัทฯยงั คงสามารถควบคมุอตัราค่าใชจ่ายให้อยู่ในกรอบเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ไม่เกินร้อยละ 10

กำไรจากการดำเนินงาน

บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2560 ที่ 4,711 ล้านบาท ลดลงจาก 6,804 ล้านบาท ในปี2559 เนื่องจากราคาปลาทูน่าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดผลกระทบจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลงไปได้บ้าง แต่อัตรากำไรจากการดำเนินงานก็ยังปรับลดลงร้อยละ1.61 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ในปี 2560

รายได้อื่น (รวมส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม)

รายได้อื่นในปี 2560 อยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 89 จากปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากดอกเบี้ยรับจากการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ และจากการที่ Avanti Feeds บริษัทในเครือรายงานกำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

บริษัทฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมูลค่า 1,256ล้านบาทในปี 2560 เมื่อเทียบกับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 84 ล้านบาทในปี 2559 เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจส่งออกของบริษัท การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบทำให้บริษัทฯ สามารถบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและทำให้กำไรปี 2560 เพิ่มสูงขึ้น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่นั้นมาจากการกิจกรรมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในธุรกิจการค้าของบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันตามมาตรฐานการบัญชีของไทยจะถูกบันทึกเป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

บริษัทฯ บันทึกค่าใช้จ่ายทางการเงินปี 2560 มูลค่า2,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.2 เมื่อเทียบกับ1,572 ล้านบาทในปี 2559 การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงินนั้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพื่อการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์โดยการเข้าซื้อเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2559 หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 67,297 ล้านบาท ณ สิ้นปี2560 เพิ่มขึ้นจาก 65,918 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยจ่ายสุทธิปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ3.21 เมื่อเทียบกับ ร้อยละ 2.99 ในปี 2559

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัทฯ บันทึกเครดิตภาษีมูลค่า 98 ล้านบาทในปี 2560 เมื่อเทียบกับภาษีจ่าย 583 ล้านบาทในปี 2559 การบันทึกเครดิตภาษีในปี 2560 นั้นเกิดมาจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนใน เรด ล็อบสเตอร์ กฎระเบียบภาษีใหม่ในประเทศฝรั่งเศส การปรับลดภาษีเงินได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา และการปรับลดมูลค่าของหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี อันเป็นผลมาจากการปรับลดภาษีในประเทศฝรั่งเศส ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจแซลมอนในยุโรปที่ยังประสบภาวะขาดทุนยังส่งผลให้บริษัทฯบันทึกเครดิตภาษีเพิ่มขึ้นอีกด้วย

กำไรสุทธิ

บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิในปี 2560 ที่ 6,021ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 จากกำไรสุทธิในปี2558 ที่ 5,254 ล้านบาท การปรับเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลจากผลประโยชน์ทางภาษีที่บริษัทรับรู้ การเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นจาก เรด ล็อบสเตอร์ และ Avanti Feeds กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด โดยอัตรากำไรสุทธิปี 2560 อยู่ที่4.4 เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.9 ในปีก่อนหน้า

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวมในปี 2560 อยู่ที่ 146.3 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.9 พันล้านบาท จาก 142.4 พันล้านบาทในปี 2559

  • ลูกหนี้การค้าสุทธิอยู่ที่ 16.3 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.4 หรือ 68 ล้านบาทจาก 16.4 พันล้านบาทในปี 2559 ซึ่งตรงกันข้ามกับอัตราการเติบโตของยอดขายของบริษัทฯ ดังนั้นอัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้จึงปรับเพิ่มขึ้นเป็น 9.48 เท่าจาก 8.83 เท่าในปี 2559 เนื่องการลดลงของลูกหนี้การค้า ยอดขายที่เติบโตขึ้น และการซื้อขายลูกหนี้ทางการค้าแฟคตอริ่ง (Factoring) ระยะเวลาการเก็บหนี้เฉลี่ยในปี 2560 ลดลงเป็น 38วันจาก 41 วัน ในปี 2559
  • สินค้าคงเหลือสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 เป็น 43.4พันล้านบาทจาก 39.6 พันล้านบาทในปี 2559มีสาเหตุหลักจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ปรับเพิ่มขึ้น และการที่บริษัทฯ มีนโยบายเพิ่มระดับสินค้าคงคลังในช่วงปลายปี ดังนั้นวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือในปี 2560 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่126 วัน จาก 118 วันในปีก่อนหน้า
  • อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ลดลงมาอยู่ที่ 0.95 เท่า ในปี 2560 จาก 1.06 เท่า ในปี 2559เป็นผลจากอัตราการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ อันเนื่องมาจากการลงทุนในบริษัทเรด ล็อบสเตอร์ ที่เกิดขึ้นในปลายปี 2559 ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนใน เรด ล็อบสเตอร์ เป็นการลงทุนในรูปของบริษัทในเครือ (Affiliate Companies) ซึ่งไม่ได้มีการควบรวมยอดขายอีกด้วย
  • อัตราส่วนสภาพคล่องในปี 2560 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.71 เท่า จาก 1.01 เท่า ในปี 2559และอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันเป็น 0.47 เท่า จาก 0.29 เท่า ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อัตราส่วนทั้งสองปรับตัวปรับตัวดีขึ้นเป็นเพราะเงินกู้ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าลงทุนในบริษัทเรด ล็อบสเตอร์ ทั้งหมดได้ถูกรีไฟแนนซ์เป็นเงินกู้ระยะยาวเสร็จสิ้นแล้วในไตรมาส 1/2560
  • ในปี 2560 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มีมูลค่ารวม 25.3 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ23.3 พันล้านบาท ในปี 2559 เนื่องจากบริษัทฯมีการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อขยายกิจการของบริษัท การเปิดบริษัทใหม่ และการลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์
หนี้สินรวม

หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2560 มีมูลค่า 98.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 พันล้านบาท จาก 94.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2559

  • เจ้าหนี้การค้าในปี 2560 มีมูลค่า 19.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.7 จาก 17.4 พันล้านบาทในปี 2558 ขณะที่ระยะเวลาการชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 38 วันจาก 33 วันในปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาจัดการเงื่อนไขการซื้อจากคู่ค้า (Supplier) และการจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงคุณภาพเจ้าหนี้การค้าโดยรวม โดยอัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ที่ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ 9.4 จาก 10.8 เท่าในปีก่อนหน้า
  • เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นลดลงร้อยละ 59 เป็น 15.4 พันล้านบาทจาก 37.0 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 เนื่องจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นเป็นเงินกู้ระยะยาวในต้นปี 2560
  • เงินกู้ยืมระยะยาวในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 มาอยู่ที่ 51.0 พันล้านบาท จาก 25.6 พันล้านบาท หลังบริษัทฯ รีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นเป็นเงินกู้ระยะยาวในปี 2560
  • หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมีมูลค่ารวม 67.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 จาก 65.9 พันล้านบาท ในปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนหนี้สินระยะยาว (รวมหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี) คิดเป็นร้อยละ 77 ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด เนื่องจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นเป็นเงินกู้ระยะยาว
ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในปี 2560 มีมูลค่ารวม 44.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2 พันล้านบาทจาก 43.2 พันล้านบาทในปี 2559 โดยมีสาเหตุหลักจากบริษัทสามารถบันทึกกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2560 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.03 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 2.00 เท่า ณ สิ้นปี 2559 มีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท จากมูลค่าสินค้าคงคลังที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น
  • เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ได้มีการลงทุนหรือเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ในปี 2560 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจึงทรงตัวอยู่ที่ 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2560 จาก 1.37 เท่า ณ สิ้นปี 2559 อัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวก็ยังอยู่ต่ำกว่าเพดานหนี้ของบริษัทฯ ที่ 2.0 เท่า แต่ยังสูงกว่าอัตราส่วนหนี้เป้าหมายที่ระดับ 1.0-1.2 เท่า หนี้สินสุทธิ ณ สิ้นปี 2560ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 67.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก65.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2559
  • ในปี 2560 อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย (ROCE) อยู่ที่ร้อยละ 8.9 หรือลดลงจากร้อยละ 10.6 ในปี 2559 มีสาเหตุหลักจากเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ อย่างไรก็ตามอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยในปี 2560 อยู่ในระดับร้อยละ 13.7 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ11.8 ในปี 2559 จากการบันทึกกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2560
กระแสเงินสด

บริษัทฯ มีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานในปี 2560 คิดเป็น 6,817 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ (EBITDA ปี 2560 คิดเป็น 11,366 ล้านบาท)แม้ว่าภาวะอุตสาหกรรมจะไม่เอื้ออำนวยก็ตามโดยราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ระดับสินค้าคงคลังปรับเพิ่มสูงขึ้นและทำให้เกิดเงินสดใช้ไปในกิจกรรมที่เกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียนมูลค่า 2,471 ล้านบาทในปี 2560

ขณะเดียวกัน เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในจากกิจกรรมลงทุนในปี 2560 มีจำนวนรวม 2.4 พันล้านบาท (ลดลงจาก 29.4 พันล้านบาทในปี 2559) เนื่องจากการลงทุนในกิจกรรมปรกติของบริษัทและไม่มีการลงทุนหรือเข้าซื้อกิจการในปี 2560

บริษัทฯ มีเงินสดสุทธิจ่ายไปในกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2559 มีมูลค่า 4,551 ล้านบาท โดยส่วนมากเกิดจากการจ่ายคืนหนี้และการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น

ณ สิ้นปี 2560 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสดลดลงสุทธิ 158 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิ ณ วันสิ้นปี2560 มูลค่า 815 ล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบจากเงินเบิกเกินบัญชี)

ดูเพิ่มเติม

Please read our General Disclaimer & Warning carefully.
Use of this Website constitutes acceptance of the Terms of Website Use.
Copyright © 2018. ThaiListedCompany.com. All Rights Reserved.