This printed article is located at http://investor-th.thaiunion.com/annual_review.html

Annual Review

ภาพรวม

ไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขายปี 2563 ที่ 132,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับปี 2562 ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ส่งผลให้รายได้ปรับเพิ่มขึ้นในปี 2563 รายได้ปี 2563 ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 4,232 ล้านเหรียญ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จากปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณการขายปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 จากปีก่อนหน้า โดยมีเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

กําไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23,418 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้นและอัตรากําไรที่ปรับเพิ่มขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังรายงานกําไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกินกว่า 6 พันล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยมีการรายงานผลกําไรสุทธิที่ 6,246 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากปีก่อนหน้า โดยแม้หากหักค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกิดขึ้น ในปี 2562 กว่า 1.4 พันล้านบาท ยอดกําไรสุทธิปี 2563 นั้นยังแสดงอัตรา การเติบโตที่สูงถึงร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้าบนฐานการดําเนินงานปกติ

กระแสเงินสดอิสระปี 2563 นั้นสูงถึง 10,375 ล้านบาท โดยมาจากผลกําไร EBITDA ที่แข็งแกร่ง การปรับลดเงินลงทุนและการควบคุมสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัทปรับลดลงถึง 3.1 พันล้านบาทมาอยู่ที่ 52,129 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการชําระหนี้สินคืน ดังนั้นบริษัทสามารถลดอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งลดลงจากระดับ 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2562

ในปี 2563 ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) ได้รายงานยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยที่อัตรากําไรขั้นต้นยังได้เพิ่มขึ้นถึงระดับร้อยละ 21.1 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.4 เมื่อปี 2562 เนื่องจากอัตรากําไรที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและในทวีปยุโรป ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็นและสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Frozen and Chilled Seafood and Related Business) รายงานยอดขายปรับลดลงร้อยละ 5.4 จากปีก่อนหน้าจากปริมาณการขายที่ปรับลดลง เรายังเห็นธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและธุรกิจอื่น (PetCare, Valued-Added and Other Business) รายงานยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 7.7 จากปีก่อนหน้า

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดของไทยยูเนี่ยน โดยคิดเป็นร้อยละ 47 ของยอดขายรวม ปี 2563 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 ในปี 2562 เนื่องจากทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเพื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น และความต้องการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในโลกตะวันตก ส่วนยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แซ่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นคิดเป็นร้อยละ 38 ของยอดขายรวมของบริษัทและยอดขายกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่น ๆ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 15 ของยอดขายรวมของบริษัท โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับร้อยละ 14.8 ในปี 2562

สําหรับยอดขายรายภูมิภาคในปี 2563 สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 42 ของบริษัท ภูมิภาคยุโรปมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 29 ของยอดขายรวม โดยการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนยอดขายในทั้งสองตลาดนั้นมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงที่ปรับเพิ่มขึ้น สําหรับตลาดไทย ยอดขายในประเทศอยู่ที่ร้อยละ 10 ของยอดขายรวม ในขณะที่ ตลาดญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดสําคัญที่มีส่วนแบ่งยอดขายคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงตลาดแอฟริกาและประเทศที่เหลือในเอเชียรวมกันมีส่วนแบ่งยอดขายที่ร้อยละ 14 ของยอดขายรวม

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ในปี 2563 ที่ผ่านมาได้แก่ :

  1. ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยมปรับเพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์

    เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บริโภคปฏิบัติ Social Distancing และปรุงอาหารเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องมากขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปได้รายงานยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 13.6 จากการที่ปริมาณการขายปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.9 ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น ยังรายงานยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 7.7 จากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้คนใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นในช่วงล็อกดาวน์

  2. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์รายงานผลประกอบการที่ท้าทาย

    ในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ (Red Lobster) คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยธุรกิจดังกล่าวรายงานยอดขาย 2.45 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีสาขากว่า 750 สาขาทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของร้านของบริษัทเองและในรูปแบบของแฟรนไซส์ ในปี 2563 เงินลงทุนดังกล่าวได้สร้างผลขาดทุน ให้กับบริษัทเป็นมูลค่าสุทธิ 408 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการล็อกดาวน์ ส่งผลให้มีข้อจํากัดในการเปิดให้บริการของร้านอาหารทั่วประเทศ

  3. ความผันผวนของค่าเงิน

    ยอดขายของไทยยูเนี่ยนกว่าร้อยละ 90 อยู่ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยหลัก ๆ เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และเงินปอนด์ตามลําดับ ในระหว่างปี ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่างมีนัยสําคัญบริษัท จึงรายงานยอดขายปี 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 จากปีก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ดี หากแยกผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนออก ยอดขายของบริษัทปี 2563 ยังคงปรับตัว ขึ้นร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

  4. กระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่งส่งผลให้ชําระหนี้คืนต่อเนื่อง

    กระแสเงินสดอิสระจํานวน 10,375 ล้านบาท นั้นเป็นผลมาจากกําไรที่ปรับตัวดีขึ้น ลดการลงทุน และการควบคุมสินค้าหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งส่งผลให้บริษัทสามารถชําระหนี้คืนได้กว่า 3 พันล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ลดลงจากระดับ 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2562 บริษัทได้บรรลุเป้าหมายอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 1.0 - 1.1 เท่า ดังนั้นจึงส่งผลให้บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและมีความยืดหยุ่นในการบริหารและวางแผนการลงทุนมากขึ้น

ดูเพิ่มเติม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายในปี 2563 ทั้งสิ้น 62,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 จาก 55,221 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ในขณะที่ปริมาณการขายได้ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.9 จากปี 2562 มาอยู่ที่ 392,563 ตันในปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผู้บริโภคปฏิบัติ Social Distancing และปรุงอาหารเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องมากขึ้น ซึ่งยอดขายที่ปรับตัวขึ้นดังกล่าวยังส่งผลให้อัตรากําไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 21.1 ในปี 2563 เนื่องจากอัตรากําไรที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปทั้งในสหรัฐอเมริกาและในทวีปยุโรป

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบ (Skipjack) (จากมหาสมุทร แปซิฟิกตะวันตก/ ณ ท่าเรือกรุงเทพ) ในปี 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 มาอยู่ที่ 1,385 เหรียญสหรัฐต่อตันเทียบกับ 1,209 เหรียญสหรัฐต่อตันในปีก่อนหน้า

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

มียอดขายในปี 2563 ทั้งสิ้น 49,605 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.4 จาก 52,424 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยการลดลงของยอดขายนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการที่ราคากุ้งปรับตัวลดลงระหว่างปี และภาวะโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของธุรกิจให้บริการอาหาร (Food Service) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้ปริมาณขายผลิตภัณฑ์กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องลดลงร้อยละ 5.4 มาอยู่ที่ 262,924 ตัน ในปี 2563

ในปี 2563 ราคากุ้งปรับลดลงจากปีก่อนหน้า โดยราคาวัตถุดิบ กุ้งขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 148 บาทต่อกิโลกรัม (ขนาดกุ้ง 60 ตัว ต่อกิโลกรัม) ลดลงร้อยละ 0.7 จากราคาเฉลี่ยปี 2562 และอัตรากําไรขั้นต้นกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ก็ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 9.7 จากร้อยละ 10.2 ในปี 2562

ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่น ๆ รายงานยอดขายที่ 20,073 ล้านบาท โดยปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีปริมาณขายปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันที่ร้อยละ 2.8 อัตรากําไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจในปี 2563 ยังปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ ร้อยละ 21.6 ในปี 2562 เนื่องจากผู้คนให้ความสําคัญและใช้จ่ายกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นและการมุ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ และสินค้า นวัตกรรมต่างๆ ที่มีอัตรากําไรสูงขึ้น



การจัดการทางการเงินและการลงทุน

ในปี 2563 ไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินกิจกรรมทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญ ดังนี้ :

  1. ไทยยูเนี่ยนลงทุน 4 บริษัทฟู้ดเทคสตาร์ทอัพผ่านกองทุน VENTURE FUND

    ไทยยูเนี่ยนได้สนับสนุนการสร้างระบบนิเวศธุรกิจเพื่อที่จะสนับสนุนกิจกรรมพูดเทคสตาร์ทอัพเพื่อที่จะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอาหาร เรายังคงสนับสนุนโครงการ สเปซ-เอฟ ซึ่งเป็นเป็นโปรแกรมการพัฒนาสตาร์ทอัพด้านอาหารในระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นกลุ่มที่สองแล้ว

  2. ในปี 2563 ไทยยูเนี่ยนประกาศลงทุนใน 4 บริษัท ด้วยกัน ได้แก่ บริษัท อัลเคมี ฟู้ดเทค บริษัทสิงคโปร์ที่ทําธุรกิจ นวัตกรรมอาหารสําหรับผู้ป่วยเบาหวาน บริษัท มันนา ฟู้ดส์ จํากัด บริษัทโปรตีนจากแมลงและอีคอมเมิร์ซจากประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท ไฮโดรนีโอ บริษัทเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดําเนินธุรกิจในประเทศไทยและประเทศเยอรมัน และบริษัท วิสไวร์ส นิวโปรตีน อีกหนึ่งบริษัทเงินทุนสัญชาติสิงคโปร์ ที่ทําธุรกิจบริหารกองทุนที่มองหาโอกาสความร่วมมือและร่วมลงทุนในเทคโนโลยีอาหาร

  3. ไทยยูเนี่ยนร่วมมือกับไทยเบฟจัดตั้งกิจการร่วมค้า

    ไทยยูเนี่ยน อินกรีเดียนท์ และ ไทยเบฟเวอเรจได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ ยูไนเต็ดเพื่อร่วมลงทุนและร่วมมือในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในประเทศไทย โดยไทยยูเนี่ยนถือหุ้นร้อยละ 49 ของจํานวนหุ้นทั้งหมดในกิจการร่วมค้า

  4. ไทยยูเนี่ยนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมค้าในรัสเซียเป็นร้อยละ 90

    ไทยยูเนี่ยนได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นขึ้นร้อยละ 45 ในกิจการร่วมค้าในรัสเซีย TUMD Luxembourg S.a.r.1 (TUMD) จากเดิมที่มีการเข้าซื้อร้อยละ 45 ในปี 2561 โดยหลังจากการเข้าซื้อ บริษัทจะมีการถือหุ้นทั้งสิ้น ร้อยละ 90 ใน TUMD โดย TUMD เป็นนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของบริษัทในประเทศรัสเซีย 3 บริษัท ซึ่งเป็นผู้นําการผลิตและจําหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องชั้นนําในประเทศรัสเซีย

ดูเพิ่มเติม

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

ไทยยูเนี่ยนมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นําในธุรกิจอาหารทะเลที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก ตลอดจนใส่ใจดูแลและรักษาทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อรักษาให้คงไว้แก่คนรุ่นหลัง เรายังมุ่งที่จะส่งมอบคุณค่าทางสารอาหารที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีการจัดหามาอย่างมีความรับผิดชอบสู่ผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อที่จะสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อบริษัท

เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลประกอบการของบริษัท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายปี 2568 ที่เราจะสร้างผลกําไร EBITDA ที่ 450-550 ล้านเหรียญสหรัฐ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะใช้นวัตกรรมเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น และยังคงให้ความสําคัญกับความยั่งยืนในทุก ๆ การตัดสินใจทางธุรกิจของเรา

แนวทางของเราในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนจะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของยอดขายร้อยละ 3 - 5 จากปีก่อนหน้า เราตั้งเป้าที่จะรักษาอัตรากําไรขั้นต้นที่ระดับประมาณร้อยละ 17 อัตรา ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 - 12 นอกจากนี้ เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญจากปีก่อนหน้า

ในปี 2564 เป็นต้นไป ไทยยูเนี่ยนมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนจํานวน 6 พันล้านบาทสําหรับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงการดําเนินงานของธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยการลงทุนหลักของเราในปีนี้คือการลงทุนในโรงงานอาหารสําเร็จรูปและโรงงาน Protein Hydrolysate และ Collagen Peptide ในประเทศไทย เรายังมีแผนจะลงทุนสร้างห้องเย็นสําหรับโรงงานของเราในประเทศกานา ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมุ่งลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคารอื่น ๆ ทั้งนี้การให้ความสําคัญกับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทเข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ กระแสเงินสดรับ

ไทยยูเนี่ยนยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาอัตราจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยเรามีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกําไรสุทธิในแต่ละปี และบริษัทจะแบ่งจ่ายเงินปันผลเป็น 2 งวด

ดูเพิ่มเติม

อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนทางการเงิน 2561 2562 2563
อัตราส่วนสภาพคล่อง      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) 1.34 1.66 1.37
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) 0.39 0.55 0.45
อัตราส่วนโครงสร้างของทุน      
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 2.10 1.74 1.59
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)** 1.44 1.16 1.05
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)** 1.40 1.07 0.94
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) 3.96 4.06 5.22
อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน      
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) 0.92 0.89 0.92
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (เท่า) 2.81 2.82 2.89
อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (เท่า) 9.56 9.56 11.11
อัตราส่วนการหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (เท่า) 8.54 8.49 9.64
จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (วัน) 128 128 125
จำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (วัน) 38 38 32
จำนวนวันหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (วัน) 42 42 37
อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร      
อัตรากำไรขั้นต้น (ร้อยละ) 14.2 15.9 17.7
อัตรากำไร EBITDA (ร้อยละ) 8.3 9.5 9.8
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 3.9 4.1 4.7
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ร้อยละ) 11.9 9.0 14.1
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ร้อยละ)** 5.6 4.6 6.3
อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย 7.7 6.5 9.2
ข้อมูลต่อหุ้น      
กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติต่อหุ้น (บาท) 1.09 0.80 1.26
เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) 0.40 0.47 0.72
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 8.95 8.90 9.96
* หนี้สิน คือ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเท่านั้น
** อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี/ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

บทวิเคราะห์งบการเงิน

ยอดขาย

บริษัทฯ ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง136.5 พันล้านบาท ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ1.6 จากปี 2559 (เทียบเท่ายอดขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่ 4.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.9) โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสะท้อนปัจจัยราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณการขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายตลาดใหม่

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนยอดขายสูงสุดหรือร้อยละ 44.8 ลดลงจากร้อยละ 45.5 ในปี 2559 โดยยอดขายกลุ่มธุรกิจดังกล่าวทรงตัวจากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องบันทึกยอดขายคิดเป็นร้อยละ 42.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41.5 ในปี 2559 เนื่องจากทั้งยอดขายส่งออกกุ้งที่ปรับตัวดีขึ้น และการปรับราคาของผลิตภัณฑ์แซลมอน ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นนั้น รายงานยอดขายคิดเป็นร้อยละ 13.2 ของยอดขายรวมของบริษัทฯเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.0 ในปี 2559

ในปี 2559 ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 38 ของยอดขายรวมบริษัทฯ ลดลงจากร้อยละ 39 ของยอดขายรวมในปี 2559 เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทในระหว่างปี 2560 ตลาดยุโรปยังคงเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 32 ลดลงจากร้อยละ 33 ในปี 2559 ส่วนยอดขายในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 (จากร้อยละ8 ในปีก่อนหน้า) เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและการเปิดตัวสินค้าใหม่ และตลาดญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนยอดขายร้อยละ 6 ซึ่งทรงตัวจากปีก่อนหน้า

ในปี 2560 สัดส่วนรายได้ของธุรกิจแบรนด์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42% (เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2559) ส่งผลให้ธุรกิจรับจ้างผลิตมีสัดส่วน 58% (ลดลงจาก 59%ในปี 2559) ของยอดขายในช่วงดังกล่าว โดยแม้ว่าจะมีสัดส่วนยอดขายที่ลดลง ยอดขายของธุรกิจรับจ้างผลิตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ +1.0% เมื่อเทียบกับปี 2559 ยอดขายธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) คิดเป็นร้อยละ 12 ของยอดขายทั้งหมด โดยครึ่งหนึ่งคิดเป็นยอดขายสินค้าที่เป็นแบรนด์ของบริษัทฯ

กำไรขั้นต้น

บริษัทรายงานกําไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมอัตรากําไรที่ปรับดีขึ้นเช่นกัน

ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมีอัตรากําไรขั้นต้นที่ระดับร้อยละ 21.1 ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.4 ในปี 2562 การเพิ่มขึ้นของอัตรากําไรนั้นเกิดขึ้นจากยอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้น และสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากําไรสูงเพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตรากําไรขั้นต้น ปรับดีขึ้นจากปีก่อนหน้า

ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องรายงานอัตรากําไรที่ร้อยละ 9.7 ลดลงจากร้อยละ 10.2 ในปี 2562 การปรับตัวลดลงของอัตรากําไรดังกล่าวเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการให้บริการอาหาร แต่อย่างไรก็ดี บริษัทมิได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อกิจกรรมการดําเนินงานของบริษัท เนื่องจากบริษัทยังคงมาตรการสุขอนามัยที่เข้มงวดในทุกกิจกรรมการทํางานของบริษัท

อัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและธุรกิจอื่น ได้ปรับฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 26.7 ในปี 2563 เนื่องจากยอดขายปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ7.7 และมีปริมาณขายปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันที่ร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายในปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 11.8 ซึ่งลดลงจากระดับร้อยละ 12.9 ในปีก่อนหน้า โดยการปรับลดลงของอัตราส่วนดังกล่าวนั้น มีส่วนมาจากค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 1.9 พันล้านบาทซึ่งได้มีการบันทึกในไตรมาส 2/2562 หากแยกผลกระทบจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายในปี 2562 จะอยู่ที่ ร้อยละ 11.4

กำไรจากการดำเนินงาน

บริษัทมีกําไรจากการดําเนินงานในปี 2563 ที่ 7,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 103 จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการปรับ เพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานงานและกลยุทธ์ควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้กําไร EBITDA (กําไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษี ค่าเสื่อมและการด้อยค่าสินทรัพย์) ปี 2563 อยู่ที่ระดับ 12,959 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากําไรที่ปรับตัวดีขึ้น

รายได้อื่น

บริษัทรายงานรายได้อื่นในปี 2563 ที่ 1,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยรับจาก Convertible Preferred Units ของ Red Lobster นั้นยังทรงตัวจากปีก่อนหน้า

กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

บริษัทบันทึกกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 90 ล้านบาท เนื่องจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนต่ำลง

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายทางการเงินปี 2563 อยู่ที่ 1,724 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การปรับลดลงดังกล่าวมาจากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) ในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.91 ลดลงจากร้อยละ 3.27 ในปี 2562

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ในปี 2563 บริษัทบันทึกภาษีจ่ายมูลค่า 724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 158 ล้านบาทในปี 2562 เนื่องจากบริษัทรายงานผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นในปี 2563 อัตราภาษีสุทธิปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 9.9 เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.6 ในปี 2562

กำไรสุทธิ

กําไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ปรับสูงเกินระดับ 6 พันล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ 6,246 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งตลอดปี 2563 โดยแม้จะแยกค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในไตรมาส ที่ 2 ปี 2562 กําไรสุทธิจากการดําเนินงานปกติปี 2563 ก็ยังแสดงการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า อัตรา กําไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 4.7 เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.0 ในปี 2562

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 144,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 จาก 141,909 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562

  • ลูกหนี้การค้าสุทธิอยู่ที่ 11,312 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.7 หรือ 1,220 ล้านบาท จาก 12.532 ล้านบาท ในปี 2562 อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.11 เท่าจากปี 2562 เนื่องจากบัญชีค้างรับเฉลี่ยลดลงและยอดขายที่เพิ่มขึ้น ระยะเวลาการเก็บหนี้เฉลี่ยในปี 2563 ลดลงตัวจากปีที่แล้วอยู่ที่ 32 วัน จาก 38 วันในปีก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทสามารถพัฒนาความสามารถในการเรียกชําระลูกหนี้การค้าได้ดีขึ้นจากปีก่อนหน้า
  • แม้ว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นจํานวนวันหมุนเวียนของสินค้า คงเหลือในปี 2563 ปรับลดลงอยู่ที่ 125 วันจากระดับ 128 วันในปีก่อนหน้า เนื่องจากการจัดการสินค้าคงคลัง อย่างมีประสิทธิภาพจากความต้องการสินค้าของผู้บริโภค ที่เพิ่มขึ้น สินค้าคงเหลือสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 มาอยู่ที่ 38,546 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 0.92 เท่าในปี 2563 จาก 0.89 เท่าในปี 2562 เป็นผลจากยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 จากปีก่อนหน้า
  • ตราส่วนสภาพคล่องในปี 2563 อยู่ที่ 1.37 เท่า ลดลงจาก 1.66 เท่าในปี 2562 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินระยะยาวที่ถึงกําหนดชําระคืนภายใน 1 ปี
  • ณ สิ้นปี 2563 หนี้สินระยะสั้น และการรีไฟแนนซ์หนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่าง ปี 2563 ณ สิ้นปี 2563 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มีมูลค่ารวม 26,691 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 25,910 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 เนื่องจากการลงทุนปกติในช่วงปี 2563
หนี้สินรวม

หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2563 มีมูลค่า 88,838 ล้านบาท ลดลง 1,276 ล้านบาท จาก 90,114 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562

  • เจ้าหนี้การค้าในปี 2563 มีมูลค่า 10,770 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.1 จาก 11,844 ล้านบาท ในปี 2562 ขณะที่ระยะ เวลาการชําระหนี้เฉลี่ยลดลงอยู่ที่ 37 วันจากปีก่อนหน้า เนื่องจากการจัดการเงื่อนไขการซื้อจากคู่ค้า (Supplier) และการจัดการสินเชื่อคู่ค้าได้อย่างดีสม่ําเสมอ โดยอัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ปี 2563 อยู่ที่ 9.64 เท่า เมื่อเทียบกับ 8.49 เท่าในปีก่อนหน้า
  • เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 เป็น 13,465 ล้านบาท จาก 11,277 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 หนี้สินระยะยาวปรับลดลงร้อยละ 17.4 มาอยู่ที่ 36,862 ล้านบาท จาก 44,625 ล้านบาทจากการชําระหนี้คืน เนื่องจากบริษัทมีการบันทึกกําไร EBITDA ที่สูงและควบคุม งบการลงทุนในปี 2563 ยิ่งไปกว่านั้นหนี้สินระยะยาว ส่วนหนึ่งได้มีการปรับสถานะเป็นหนี้สินระยะยาวที่มีกําหนดชําระใน 1 ปีเนื่องจากใกล้ครบกําหนดชําระ
  • หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมีมูลค่ารวม 58,415 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.5 จาก 59,905 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า โดย สัดส่วนหนี้สินระยะยาว (รวมหนี้สินที่จะครบกําหนดชําระ ภายใน 1 ปี) คิดเป็นร้อยละ 77 ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด
ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ในปี 2563 มีมูลค่ารวม 52,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,762 ล้านบาทจาก 48,423 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 เนื่องจากบริษัทรายงานกําไรสุทธิ และส่งผลให้กําไรสะสมปรับเพิ่มขึ้นในระหว่างปี
  • อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2563 ลดลงมาอยู่ที่ 1.59 เท่า จากระดับ 1.74 เท่า ณ สิ้นปี 2562 เนื่องจากบริษัทรายงานกําไรสุทธิที่แข็งแกร่งและมีการชําระหนี้คืนอย่างต่อเนื่อง
  • เนื่องจากผลกําไรที่ดีขึ้นและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง บริษัทได้ทําการซื้อหุ้นคืน มูลค่ารวม 1.5 พันล้านบาท ชําระหนี้สิน 3.0 พันล้านบาท และยังสามารถลดอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนได้มาอยู่ที่ 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งลดลงจากระดับ 1.07 เท่า ณ สิ้นปีก่อนหน้า
  • ในปี 2563 อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย (ROCE) อยู่ที่ร้อยละ 9.2 หรือเพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับร้อยละ 6.5 ในปี 2562 มีสาเหตุหลักจากอัตรากําไรที่ปรับเพิ่มขึ้นดังที่ได้เห็นจาก EBIT ปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38.9 จากปีก่อนหน้า รวมถึงอัตราผลตอบแทนในปี 2562 ยังได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกามูลค่า 1.4 พันล้านบาทอีกด้วย
กระแสเงินสด
  • บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดําเนินงาน ในปี 2563 คิดเป็น 13,432 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรายงานกําไรจากการดําเนินงานได้ในระดับสูง (EBITDA ปี 2563 คิดเป็น 12,959 ล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้นการจัดการสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้จํานวนวันของสินค้าคงคลังลดลงมาอยู่ที่ 125 วัน จาก 128 วัน ในปีก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินค้าคงคลัง ส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เงินสดสุทธิที่ใช้ในกิจกรรมการลงทุนอยู่ที่ 3,736 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการลดงบเงินลงทุนลงมาอยู่ที่ 3,700 ล้านบาท (จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 4,900 ล้านบาทในช่วงต้นปี)
  • บริษัทบันทึกเงินสดจ่ายสุทธิสําหรับกิจกรรมจัดหาเงิน จํานวน 8,203 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชําระคืนหนี้ การจ่ายดอกเบี้ยจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน และรายได้รับที่ลดลงจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง จํานวนเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมผลขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสดและรายการเทียบเท่า มีเงินสดเพิ่มขึ้นเท่ากับ 1,597 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 6,286 ล้านบาท (รวมผลกระทบจากการใช้เงินกู้ระยะสั้น Overdraft)
ดูเพิ่มเติม

Please read our General Disclaimer & Warning carefully.
Use of this Website constitutes acceptance of the Terms of Website Use.
Copyright © 2021. ThaiListedCompany.com. All Rights Reserved.