This printed article is located at https://investor-th.thaiunion.com/annual_review.html

Annual Review

ภาพรวม

ในครึ่งหลังของปี 2561 ไทยยูเนี่ยนได้รายงานการฟื้นตัวของธุรกิจหลักอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการดำเนินธุรกิจจะมีความท้าทายอย่างมากในไตรมาสที่ 1 และ 2/2561 จากภาวะราคาวัตถุดิบที่มีความผันผวนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ผลประกอบการได้ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยบริษัทสามารถรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานปกติไตรมาส 3/2561 ที่สูงสุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยอดขายในไตรมาส 4/2561 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังสามารถบันทึกกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในระดับสูง ซึ่งทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลและชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

ไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขายประจำปี 2561 ที่ 133,285 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย คิดเป็นร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายในครึ่งแรกของปีได้ปรับตัวลดลง ร้อยละ 3.4 จากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า แต่ในครึ่งหลังของปี 2561 ยอดขายได้มีการเติบโต ร้อยละ 0.8 จากปีก่อนหน้า อีกทั้งการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น และการที่บริษัทมีรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ถือเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ยอดขายประจำปี 2561 ได้ปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ดี บริษัทได้บันทึกยอดขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 4.1 พันล้านเหรียญ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้นมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายที่ปรับเพิ่มขึ้นระหว่างปี

ไทยยูเนี่ยน รายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 5,191 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งการปรับตัวลดลงของกำไรนั้นมีผลมาจากผลประกอบการที่ท้าทายในไตรมาส 1/2561 และการที่บริษัทไม่มีการบันทึกรายการพิเศษที่เป็นบวกเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2560 แม้ว่าไตรมาส 1/2561 จะเป็นไตรมาสที่ท้าทาย บริษัทสามารถรายงานผลประกอบการในครึ่งหลังของปีฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในครึ่งหลังของปี 2561 นั้นได้ปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันในปี 2560 ไทยยูเนี่ยน บันทึกกำไรสุทธิตามหน้างบการเงินที่ 3,256 ล้านบาท ซึ่งรวมรายการพิเศษดังต่อไปนี้ 1) การตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาสุทธิคิดเป็นมูลค่า 1,359 ล้านบาท (ไตรมาส 2/2561) 2) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการปิดธุรกิจแซลมอนแช่เย็นในสกอตแลนด์มูลค่า 489 ล้านบาท (ไตรมาส 3 และ 4/2561) และ 3) การด้อยค่าในเงินลงทุนในธุรกิจฟาร์มและเพาะเลี้ยง มูลค่า 87 ล้านบาท(ไตรมาส 4/2561)

กระแสเงินสดอิสระในปี 2561 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงถึง 8,401 ล้านบาท ซึ่งมีผลมาจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการควบคุมสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิของบริษัทปรับตัวลดลง 3,506 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 62,913 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ 1.35 เท่าจากระดับ 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2560

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) มีรายได้ลดลงเล็กน้อย และกำไรขั้นต้นก็ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน เพียงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่ามีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการทำกำไรของธุรกิจฟื้นตัวสู่ระดับปรกติมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Frozen and Chilled Seafood and Related Business) รายงานยอดขายปรับตัวลดลงร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าปริมาณขายจะปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ก็ตาม การปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น และราคากุ้งในประเทศที่ปรับลดลงจึงส่งผลให้ยอดขายปรับตัวลดลง นอกจากนี้บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น (PetCare, Valued-Added and Other Business) ซึ่งยังสามารถรายงานยอดขายที่เติบโตดีแม้ว่าเงินบาทจะปรับแข็งค่าขึ้นก็ตาม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดของไทยยูเนี่ยน โดยคิดเป็นร้อยละ 46 ของยอดขายรวมปี 2561 ส่วนยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นคิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดขายรวมของบริษัท ซึ่งลดลงจากระดับร้อยละ 41 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาวัตถุดิบกุ้งปรับลดลงและค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท จึงส่งผลให้ยอดขายในรูปเงินบาทลดลงตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ดีปริมาณขายของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นยังคงปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าด้วยสาเหตุหลักจากการขายสินค้ากุ้งได้มากขึ้น

สำหรับยอดขายรายภูมิภาคในปี 2561 สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 38 ของบริษัท ภูมิภาคยุโรปมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 30 ของบริษัท ตลาดไทยมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 11 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทได้ปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ มุ่งทำการตลาดในประเทศมากขึ้นเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก และมีความร่วมมือมากขึ้นกับบริษัท ในเครือธรรมชาติซีฟู้ด ซึ่งไทยยูเนี่ยนได้เข้าลงทุนถือหุ้นในปีที่ผ่านมา ตลาดญี่ปุ่นยังคงมีส่วนแบ่งยอดขายคิดเป็นร้อยละ 6 ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดอื่นๆ ซึ่งรวมถึงตลาดแอฟริกาและประเทศที่เหลือในเอเชีย รวมกันมีส่วนแบ่งยอดขายที่ร้อยละ 16 ของยอดขายรวมกลยุทธ์การเติบโตในตลาดจีน รวมถึงความร่วมมือกับธรรมชาติซีฟู้ดในธุรกิจบริการอาหาร (Food Service) คาดว่าจะเป็นช่องทางใหม่ของธุรกิจซึ่งส่งผลให้เกิดการเติบโตในตลาดจีน ในปี 2562 เป็นต้นไป

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบการดำเนินงานของบริษัท ในปี 2561 ที่ผ่านมาได้แก่:

  1. ราคาวัตถุดิบปลาทูน่ามีเสถียรภาพมากขึ้น

    ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปี 2561 เฉลี่ยอยู่ในกรอบ 1,400-1,700 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปฟื้นตัวดีขึ้น ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยธุรกิจรับจ้างผลิตนั้นได้รายงานการฟื้นตัวของอัตรากำไรอย่างชัดเจนในปี 2561 ถึงแม้ว่าอัตรากำไรจะท้าทายในช่วงไตรมาส 1/2561 แต่อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปนั้นลดลงเพียงร้อยละ 0.13 จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 16.9 ในปี 2561

  2. ธุรกิจล็อบสเตอร์ฟื้นตัว

    อัตรากำไรของธุรกิจล็อบสเตอร์ในปี 2561 ได้ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น การปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบมากขึ้น และยอดขายล็อบสเตอร์ที่ยังมีชีวิตไปยังประเทศจีนที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อัตราการทำกำไรของธุรกิจล็อบสเตอร์ฟื้นตัวดีขึ้น โดยกำไรขั้นต้นของธุรกิจล็อบสเตอร์ในปี 2561 นั้นอยู่ที่ระดับ 250 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับร้อยละ 1.1 ในปี 2560

  3. รายการค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมาย

    ในไตรมาส 2/2561 บริษัทในเครือของไทยยูเนี่ยน ชิคเก้นออฟเดอะซี (Chicken of the Sea) ได้บรรลุถึงข้อตกลงชำระค่าชดเชยกับร้านค้าปลีก Walmart ภายใต้คดีต่อต้านการผูกขาด (Antitrust) และคดีอื่นๆ โดยบริษัท ชิคเก้นออฟเดอะซี ได้มีการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทาง คิดเป็นมูลค่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สะท้อนความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคดีนี้

  4. การปิดธุรกิจแซลมอนแช่เย็นที่ขาดทุนในประเทศสกอตแลนด์

    หลังจากที่บริษัทยูโรเปี้ยน เด ลา เมอ (Europe๎enne de la Mer) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของไทยยูเนี่ยนได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะยกเลิกส่วนงานแซลมอนแช่เย็นในประเทศสกอตแลนด์ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท The Edinburgh Salmon Company Ltd (ESCo) โดยการขายหรือการปิดกิจการซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วนั้น บริษัทไม่สามารถพบทางเลือกอื่น ดังนั้น ESCo จึงได้ปิดตัวลง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยไทยยูเนี่ยนได้มีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการปิดธุรกิจ ESCo มูลค่า 489 ล้านบาท ในปี 2561

  5. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ช่วยผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิ

    ในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินกิจการภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 2561 เงินลงทุนดังกล่าวได้สร้างกำไรให้กับบริษัท เป็นมูลค่าสุทธิกว่า 456 ล้านบาท ซึ่งส่วนมากอยู่ในรูปแบบของเงินปันผลรับและเครดิตภาษี โดยแม้ว่าผลการดำเนินงานของ เรด ล็อบสเตอร์ นั้นมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้และยังคงขาดทุนอยู่ในปี 2561 ในฐานะที่เป็นร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลก เรด ล็อบสเตอร์ สร้างรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วโลกทั้งในรูปแบบของร้านที่บริษัทดำเนินงานเอง และแบบแฟรนไชส์

  6. ความผันผวนของค่าเงิน

    ยอดขายของไทยยูเนี่ยนกว่าร้อยละ 90 อยู่ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยหลักๆ เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และเงินปอนด์ ตามลำดับ แม้ว่าในระหว่างปี ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงสามารถรายงานยอดขายปี 2561 ลดลงเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ดี หากแยกผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนออก ยอดขายของ บริษัท ปี 2561 นั้นจะมีการเติบโตร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และด้วยการบริหารความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด ไทยยูเนี่ยนสามารถบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มากถึง 972 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระหว่างปี

  7. การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในปี 2561 ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่าย การปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน และการริเริ่มกิจกรรมควบคุมการใช้จ่ายใหม่ๆ ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2561 จึงลดลงถึงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายในปี 2561 ทรงตัวอยู่ที่ระดับร้อยละ 10.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ายอดขายจะลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยก็ตาม

  8. ระดับหนี้ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายของบริษัท

    แม้ว่าไทยยูเนี่ยนจะรายงานผลประกอบการกำไรลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บริษัทยังสามารถบันทึกกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ได้ถึง 8,401 ล้านบาทในปี 2561 ซึ่งมากกว่าในปี 2560 ถึงเกือบสามเท่า ซึ่งกระแสเงินสดที่เพิ่มมากขึ้นนั้นมาจากธุรกิจหลักที่มีผลการดำเนินงานฟื้นตัว การจัดการเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง และเนื่องจากกระแสเงินสดที่อยู่ในระดับสูง บริษัทสามารถชำระหนี้ได้กว่า 3,506 ล้านบาท ดังนั้น ณ สิ้นปี 2561 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 1.35 เท่า เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2560 ที่ 1.38 เท่า และโดยรวมแล้วอัตราส่วนดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าข้อจำกัดตามเงื่อนไขการกู้ยืมที่ 2.0 เท่าอยู่มาก

ดูเพิ่มเติม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายในปี 2561 ทั้งสิ้น 62,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 จาก 62,259 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เนื่องจากบริษัทได้ปรับสัดส่วนยอดขายสินค้าที่มีราคาสูงและสินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีปริมาณขายได้ปรับลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปี 2560 มาอยู่ที่ 359,246 ตัน เนื่องจากบริษัทลดการขายสินค้าที่ไม่ทำกำไรออกไป ดังนั้นอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปจึงทรงตัวอยู่ที่ ร้อยละ 17.0 ในปี 2561

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบ (Skipjack) (จากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก/ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ) ในปี 2561 ลดลงร้อยละ 17.8 มาอยู่ที่ 1,530 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับ 1,860 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปีก่อนหน้า ซึ่งแม้ว่าราคาวัตถุดิบจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในไตรมาส 1/2561 แต่ราคาปลาทูน่าเฉลี่ยรายไตรมาสนั้นมีเสถียรภาพมากขึ้นและปรับตัวอยู่ในกรอบ 1,400-1,700 เหรียญสหรัฐต่อตัน ระหว่างปี 2561 ดังนั้นอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปนั้นจึงได้รับผลกระทบอย่างมากในไตรมาส 1/2561 ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับปกติมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเป็นผลมาจากการเจรจากับคู่ค้าอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตของบริษัทเอง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง แช่เย็นและสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องมียอดขายในปี 2561 ทั้งสิ้น 52,793 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.3 จาก 54,604 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า โดยการลดลงของยอดขายนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการที่ราคากุ้งปรับตัวลดลงระหว่างปี แต่ด้วยความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณขายผลิตภัณฑ์กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 มาอยู่ที่ 246,449 ตัน แต่อย่างไรก็ดียอดขายมีการปรับลดลงเพื่อหักผลการดำเนินงานของธุรกิจแซลมอนแช่เย็นในประเทศสกอตแลนด์ (ESCo) ซึ่งได้ปิดตัวลงแล้ว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561

ในปี 2561 ราคากุ้งปรับลดลงจากปีก่อนหน้า โดยราคาวัตถุดิบกุ้งขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 157 บาทต่อกิโลกรัม (ขนาดกุ้ง 60 ตัว ต่อกิโลกรัม) ลดลงร้อยละ 14.6 จากราคาเฉลี่ยปี 2560 โดยอัตรากำไรขั้นต้นกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ปรับลดลงเล็กน้อยสู่ระดับร้อยละ 9.1 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 9.6 ในปีก่อนหน้า โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐนั้นส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจ อย่างไรก็ดีบริษัทมุ่งเน้นที่จะกระจายยอดขายมายังประเทศไทยและตลาดอื่นนอกเหนือจากตลาดสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น และยังมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้บริษัทมีผลกำไรฟื้นตัวขึ้นระหว่างปี และยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจล็อบสเตอร์ยังได้รายงานผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น การปรับราคา ให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบมากขึ้น และยอดขายล็อบสเตอร์ที่ยังมีชีวิตไปยังประเทศจีนที่ปรับตัวสูงขึ้น

การจัดการทางการเงินและการลงทุน

ในปี 2561 ไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินกิจกรรมทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญ ดังนี้ :

  1. ไทยยูเนี่ยนได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 25.1 ของธรรมชาติซีฟู้ด

    ไทยยูเนี่ยนได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 25.1 ของธรรมชาติซีฟู้ดเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทธรรมชาติซีฟู้ดประกอบธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีแนวคิด 2 รูปแบบ คือ เดอะ ดอค ซีฟู้ดบาร์(The Dock Seafood Bar) เดอะ ล็อบสเตอร์ แล็บ (The Lobster Lab) และยังมีให้บริการแบบโอเชียนบาร์ (Ocean Bar) รวมทั้งหมดเป็น 8 สาขา นอกจากนี้ ยังมีเคาน์เตอร์อาหารทะเลให้บริการสินค้าทั้งแบบสดและแบบ แช่แข็งมากกว่า 158 แห่งในประเทศไทย อีกทั้งไทยยูเนี่ยนยังได้นำธุรกิจ ล็อบสเตอร์แล็บ เปิดตัวในร้านค้าปลีกของกลุ่มอาลีบาบาในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ภายใต้แบรนด์ คิงออสการ์ (King Oscar China) โดยจะให้บริการอาหารแบบห่อกลับ (Take Away) และรับประทานที่ร้าน (Dine-in) โดยเน้นการให้บริการเมนูล็อบสเตอร์สดๆ นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

  2. ไทยยูเนี่ยนได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 45 ของ TUMD

    บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 45 ของบริษัท TUMD Luxembourg S.a.r.l (TUMD) โดยบริษัทดำเนินธุรกิจปลาและอาหารทะเลที่เน้นค้าปลีก และเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย โดยมีการดำเนินธุรกิจทั้งในกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็งและเป็นเจ้าของแบรนด์อย่าง มากูโร (Maguro) แคปตันออฟเทสส์ (Captain of Tastes) และไรบาร์ (Rybar)

  3. การปิดธุรกิจแซลมอนแช่เย็นที่ขาดทุนในประเทศสกอตแลนด์

    หลังจากที่บริษัทยูโรเปี้ยน เด ลา เมอ (Europe๎enne de la Mer) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของไทยยูเนี่ยนได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะยกเลิกส่วนงานแซลมอนแช่เย็นในประเทศสกอตแลนด์ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท The Edinburgh Salmon Company Ltd (ESCo) โดยการขายหรือการปิดกิจการ ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วนั้น บริษัทไม่สามารถพบทางเลือกอื่น ดังนั้น ESCo จึงได้ปิดตัวลง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยไทยยูเนี่ยนได้มีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการปิดธุรกิจ ESCo มูลค่า 489 ล้านบาท ในปี 2561

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

ในปี 2562 ไทยยูเนี่ยน คาดว่ายอดขายจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การขยายธุรกิจเดิมที่มีอยู่ด้วยการเพิ่มปริมาณขาย 2) การเติบโตจากการจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจตลาดเกิดใหม่ หน่วยธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) และหน่วยธุรกิจ Ingredients โดยจะมีการเติบโตโดยใช้การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ค้นคว้านวัตกรรมการผลิต และเปิดตลาดใหม่ และ 3) การเพิ่มความร่วมมือกันระหว่างบริษัทในเครือ

นอกจากความคาดหวังในด้านการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องในปี 2562 ไทยยูเนี่ยนคาดว่าอัตราการทำกำไรจะ ปรับตัวดีขึ้นในปี 2562 เนื่องจาก 1) การควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานในทุกส่วนงานของบริษัทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2) การฟื้นตัวของธุรกิจล็อบสเตอร์ในทวีปอเมริกาเหนือ และ 3) การปิดธุรกิจแซลมอนแช่เย็นในประเทศสกอตแลนด์ที่ประสบผลการดำเนินงานขาดทุน 4) การเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ สู่สาธารณชน

ในปี 2562 บริษัทมุ่งที่จะให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน ใน 5 ส่วนหลัก ได้แก่:

  1. ความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน
    • เจรจากับคู่ค้าและปรับราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
    • มุ่งควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขายเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  2. การเข้าซื้อกิจการ และการควบรวมกิจการอย่างมีประสิทธิผล
    • การลงทุนในบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ สนับสนุนการเติบโตยอดขายและผลกำไรของบริษัทฯ รวมถึงการขยายกิจการในระดับนานาชาติ
    • เพิ่มการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทในเครือทั่วโลกให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • ใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุนในกิจการใหม่ๆ โดยมีแนวโน้มที่จะมองหาการลงทุนเล็กๆ มากกว่าการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่
  3. ธุรกิจใหม่
    • มุ่งขยายตลาดในตลาดใหม่และใช้แบรนด์ระดับโลกของไทยยูเนี่ยนอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดจีน
    • การเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ Ingredients ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการผลิตของบริษัทได้อย่างมีคุณค่าสูงสุด
  4. นวัตกรรม
    • การขยายกรอบงานวิจัยของศูนย์นวัตกรรม (Global Innovation Center: GIC) ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและกุ้ง และมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการผลิต และค้นคว้านวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าอย่างต่อเนื่อง
    • นำนวัตกรรมที่ค้นคว้าโดยศูนย์นวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสินค้าหรือนวัตกรรมกระบวนการผลิตใหม่ๆ
  5. การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
    • มุ่งมั่นเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน (SeaChange®) และพันธกิจการจัดหาวัตถุดิบปลาทูน่าอย่างยั่งยืน (Tuna Commitment) โดยการขยายกรอบไปยังกิจกรรมความคิดริเริ่มใหม่ๆ เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนโครงการ Global Ghost Gear Initiative (โครงการกู้อุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งในท้องทะเล) ในต่างประเทศ
    • แสดงถึงความเป็นผู้นำในการจัดหาวัตถุดิอย่างมีความรับผิดชอบและการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม

ในปี 2562 ไทยยูเนี่ยนมีแผนที่จะลงทุนจำนวน 4,800 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทจะเน้นการลงทุนในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ การก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร รวมไปถึงการลงทุนในธุรกิจอาหารกุ้งในประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทเข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดรับ

ไทยยูเนี่ยนยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลปีละสองครั้งในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ ด้วยการบริหารงานอย่างรอบคอบ และระดับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ไทยยูเนี่ยนสามารถรายงานกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) สูงถึง 8,401 ล้านบาท จึงส่งผลให้บริษัทได้จ่ายเงินปันผล 0.4 บาทต่อหุ้นสำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 ซึ่งคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล ที่ร้อยละ 59 ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ปีนับตั้งแต่ ปี 2537 ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดูเพิ่มเติม

อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนสภาพคล่อง 2559 2560 2561
อัตราส่วนสภาพคล่อง      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) 1.01 1.71 1.36
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) 0.29 0.47 0.40
อัตราส่วนโครงสร้างของทุน      
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 2.00 2.04 2.05
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)* 1.39 1.40 1.39
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)* 1.37 1.38 1.35
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) 5.27 4.13 3.96
อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน      
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) 1.06 0.94 0.93
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (เท่า) 3.06 2.79 2.81
อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (เท่า) 8.83 9.37 9.56
อัตราส่วนการหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (เท่า) 10.77 9.21 8.54
จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (วัน) 118 129 128
จำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (วัน) 41 38 38
จำนวนวันหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (วัน) 33 39 42
อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร      
อัตรากำไรขั้นต้น (ร้อยละ) 14.8 14.3 14.2
อัตรากำไร EBITDA (ร้อยละ) 8.4 8.6 8.3
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 3.9 4.4 3.9
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ร้อยละ) 11.8 13.7 11.9
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ร้อยละ)** 6.5 6.1 5.6
อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย 10.6 9.2 7.7
ข้อมูลต่อหุ้น      
กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติต่อหุ้น (บาท)*** 1.10 1.26 1.09
กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท) 1.10 1.25 0.68
เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) 0.63 0.66 0.40
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 9.06 9.28 9.06
* เฉพาะหนี้สินที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยเท่านั้น
** อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก่อนภาษี = กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ย
*** กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท) คำนวณจากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปรกติ

บทวิเคราะห์งบการเงิน

ภาพรวม

ผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ถูกกดดันจากปัจจัยราคาวัตถุดิบและค่าเงินที่ผันผวน โดยได้ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี บริษัทรายงานยอดขายลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า แต่หากคิดเป็นยอดขายสกุลเงินสหรัฐแล้ว บริษัทได้รายงานยอดขายที่ 4.1 พันล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.5 จากปีก่อนหน้า

ในปี 2561 ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,530 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับลดลงร้อยละ 17.8 จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ราคาวัตถุดิบกุ้งเฉลี่ยก็ได้ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าเช่นกัน ผลประกอบการบริษัทฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี เนื่องจากการเจรจาปรับราคาสินค้ากับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การปรับลดต้นทุน และการขยายตลาดไปในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น

ผลผลิตกุ้งของประเทศไทยในปี 2561 ทรงตัวจากปริมาณผลผลิตในปี 2560 ที่ระดับประมาณ 300,000 ตัน เนื่องจากภาวะราคากุ้งตกต่ำและการที่ประเทศอินเดียเลี้ยงกุ้งเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจอาหารทะเลแช่เย็นและแช่แข็งของบริษัทยังสามารถรายงานปริมาณขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทส่งออกกุ้งจากประเทศไทยมากขึ้น และการเพิ่มการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ไทยยูเนี่ยนรายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 5,191 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากกำไรไตรมาส 1/2561 ปรับลดลง และการที่บริษัท ไม่ได้บันทึกรายการพิเศษเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2560 แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Free cash flow) ปี 2561 นั้นสูงถึง 8,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,938 ล้านบาท ในปี 2560 ดังนั้นบริษัทจึงสามารถรักษาอัตราจ่ายเงินปันผลในระดับสูงถึงร้อยละ 59 ของผลกำไรสุทธิประจำปี

บริษัทบันทึกกำไรสุทธิปี 2561 ตามหน้างบการเงินที่ 3,256 ล้านบาท ซึ่งรวมรายการพิเศษดังต่อไปนี้ 1) การตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายสุทธิคิดเป็นมูลค่า 1,359 ล้านบาท (ไตรมาส 2/2561) 2) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการปิดธุรกิจแซลมอนในสกอตแลนด์มูลค่า 489 ล้านบาท (ไตรมาส 3 และ 4/2561) และ 3) การด้อยค่าในเงินลงทุนใน TMAC มูลค่า 87 ล้านบาท (ไตรมาส 4/2561)

ยอดขาย

บริษัทรายงานยอดขายที่ 133,285 ล้านบาท ในปี 2561 ลดลงร้อยละ 1.2 จากปี 2560 เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ แต่หากหักผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนออก บริษัทรายงานยอดขายที่ 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณการขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและการขยายตลาดใหม่

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมีสัดส่วนยอดขายสูงสุดที่ร้อยละ 46 ทรงตัวจากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องคิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดขายรวม ลดลงจากร้อยละ 41 ในปี 2560 เนื่องจากราคากุ้งที่ปรับลดลงและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นนั้นมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 14 โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13 ในปี 2560

ในปี 2561 ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 38 ของยอดขายรวมบริษัท ลดลงจากร้อยละ 39 ของยอดขายรวมในปี 2560 เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทในระหว่างปี 2560 ตลาดยุโรปคิดเป็นอันดับสองของบริษัท โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 30 ซึ่งทรงตัวจากปีก่อนหน้า ส่วนยอดขายในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 11 (จากร้อยละ9 ในปีก่อนหน้า) เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและการเปิดตัวสินค้าใหม่ และตลาดญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนยอดขายร้อยละ 6 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัย

ในปี 2561 สัดส่วนรายได้ของธุรกิจแบรนด์ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 41 (ลดลงจากร้อยละ 42 ในปี 2560) ซึ่งเกิดจากค่าเงินเหรียญสหรัฐและยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทในระหว่างปี ส่งผลให้ธุรกิจรับจ้างผลิตมีสัดส่วนยอดขายปี 2561 ที่ร้อยละ 59 (จากร้อยละ 58 ในปี 2560) ปริมาณขายของธุรกิจรับจ้างผลิตยังคงเติบโตร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับปี 2560 ทำให้มีเกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและอัตรากำไร ที่มีเพิ่มขึ้น ยอดขายธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) คิดเป็นร้อยละ 11 ของยอดขายทั้งหมด โดยครึ่งหนึ่งคิดเป็นยอดขายสินค้าที่เป็นแบรนด์ของบริษัท และอีกครึ่ง มาจากธุรกิจรับจ้างผลิต

กำไรขั้นต้น

แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทได้ฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 กำไรขั้นต้นของทั้งปีอยู่ที่ 18,892 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.2 เนื่องจากราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนนั้นส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 1/2561 ปรับตัวลดลง โดยอัตรากำไรขั้นต้นปี 2561 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 14.2 จากร้อยละ 14.3 ในปี 2560

ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับร้อยละ 17.0 เนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่ามีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2561 บริษัทยังมุ่งที่จะปรับเพิ่มยอดขายในกลุ่มสินค้าที่มีกำไรมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการทำกำไรมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 แต่เนื่องจากการขยายตลาดออกจากตลาดสหรัฐอเมริกาและการฟื้นตัวของธุรกิจล็อบสเตอร์ ส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นฟื้นตัวขึ้นในครึ่งหลังของปี 2561 ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นได้ปรับฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายในปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 10.7 ซึ่งทรงตัวจากปี 2560 แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารในปี 2561 นั้นได้ปรับลดลงถึงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 14,221 ล้านบาทสะท้อนความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายของบริษัท

กำไรจากการดำเนินงาน

บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2561 ที่ 4,669 ล้านบาท ลดลงจาก 4,921 ล้านบาท ในปี 2560 เนื่องมาจากผลประกอบการไตรมาส 1/2561 ที่ปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนและราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ผันผวน แต่ผลกำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีได้ปรับฟื้นตัวขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด อัตรากำไรจากการดำเนินงานได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.5 ในปี 2561

รายได้อื่น (รวมส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม)

รายได้อื่นในปี 2561 ลดลงร้อยละ 9.6 จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 2,386 ล้านบาท โดยการลดลงดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือที่ลดลง และการที่บริษัทไม่มีการบันทึกรายการพิเศษในปี 2561

กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

บริษัทบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมูลค่า 972 ล้านบาทในปี 2561 เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบและค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 แต่อย่างไรก็ดี กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวลดลงจาก 1,259 ล้านบาทในปี 2560

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายทางการเงินปี 2561 อยู่ที่ 2,025 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับ 2,136 ล้านบาทในปี 2560 เนื่องจากบริษัทได้มีการชำระคืนหนี้ในระหว่างปีและอัตราดอกเบี้ยจ่ายสุทธิปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 3.07 ซึ่งลดลง เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.21 ในปี 2560

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัทบันทึกภาษีจ่ายมูลค่า 189 ล้านบาท ในปี 2561 เมื่อเทียบกับการบันทึกเครดิตภาษี 65 ล้านบาทในปี 2560 เนื่องจากบริษัทได้บันทึกสิทธิประโยชน์ทางภาษีอันเกี่ยวเนื่องกับกฎระเบียบภาษีใหม่ในประเทศฝรั่งเศสในปี 2560

กำไรสุทธิ

ไทยยูเนี่ยนรายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 5,191 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.4 เมื่อเทียบกับ 5,989 ล้านบาท ในปี 2560 เนื่องจากผลกำไรไตรมาส 1/2561 ที่ปรับลดลง และการที่บริษัทไม่มีการบันทึกรายการพิเศษในปี 2561 บริษัทบันทึกกำไรสุทธิปี 2561 ตามหน้างบการเงินที่ 3,256 ล้านบาท ซึ่งรวมการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายสุทธิ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการปิดธุรกิจแซลมอนในสกอตแลนด์และการด้อยค่าในเงินลงทุนใน TMAC

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวมในปี 2561 อยู่ที่ 141,916 ล้านบาท ลดลง 4,176 ล้านบาท จาก 146,092 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560

  • ลูกหนี้การค้าสุทธิอยู่ที่ 13,878 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.9 หรือ 119 ล้านบาท จาก 13,997 ล้านบาท ในปี 2560 อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้จึงปรับเพิ่มขึ้นเป็น 9.56 เท่า จาก 9.37 เท่าในปี 2560 เนื่องจากการลดลงของลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ระยะเวลาการเก็บหนี้เฉลี่ยในปี 2561 ทรงตัวจากปีที่แล้วอยู่ที่ 38 วัน
  • สินค้าคงเหลือสุทธิลดลงร้อยละ 11.1 เป็น 38,371 ล้านบาท จาก 43,184 ล้านบาท ในปี 2560 มีสาเหตุหลักจากราคาปลาทูน่าที่ลดลง และบริษัทเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น ทำให้วันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือในปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ 128 วัน จาก 129 วันในปีก่อนหน้า
  • อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.93 เท่า ในปี 2561 จาก 0.94 เท่าในปี 2560 เป็นผลจากยอดขายลดลงร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า อัตราส่วนสภาพคล่องในปี 2561 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.36 เท่า จาก 1.71 เท่า ในปี 2560
  • อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วได้ลดลงเช่นเดียวกันเป็น 0.40 เท่า จาก 0.47 เท่า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นกู้ที่มีกำหนดชำระในระยะเวลา 1 ปี ที่เกิดจากกำหนดการชำระปรกติ
  • ในปี 2561 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มีมูลค่ารวม 26,476 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 25,261 ล้านบาท ในปี 2560 เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนในสินทรัพย์เพื่อขยายกิจการของบริษัทและการเปิดธุรกิจใหม่
หนี้สินรวม

หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2561 มีมูลค่า 95,422 ล้านบาท ลดลง 2,618 ล้านบาท จาก 98,040 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560

  • เจ้าหนี้การค้าในปี 2561 มีมูลค่า 13,165 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.3 จาก 13,613 ล้านบาท ในปี 2560 ขณะที่ระยะเวลาการชำระหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 42 วัน จาก 39 วัน ในปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาจัดการเงื่อนไขการซื้อจากคู่ค้า (Supplier) และการปรับปรุงคุณภาพเจ้าหนี้การค้าโดยรวม โดยอัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ ปี 2561 อยู่ที่ 8.5 เท่าเมื่อเทียบกับ 9.2 เท่าในปีก่อนหน้า
  • เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นลดลงร้อยละ 12.3 เป็น 13,468 ล้านบาท จาก 15,365 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 เนื่องจากการชำระหนี้คืนในปี 2561
  • เงินกู้ยืมระยะยาวในปี 2561 ลดลงร้อยละ 18.3 มาอยู่ที่ 41,583 ล้านบาท จาก 50,881 ล้านบาท เนื่องจากการชำระหนี้คืนในปี 2561 เช่นกัน
  • หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมีมูลค่ารวม 64,499 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.2 จาก 67,297 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนหนี้สินระยะยาว (รวมหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระ ภายในหนึ่งปี) คิดเป็นร้อยละ 78 ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด
ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ในปี 2561 มีมูลค่ารวม 43,233 ล้านบาท ลดลง 1.1 พันล้านบาท จาก 44,283 ล้านบาท ในปี 2560 โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า

  • อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2561 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.05 เท่า จากระดับ 2.04 เท่า ณ สิ้นปี 2560 มีสาเหตุหลักจากการลดลงของส่วนของผู้ถือหุ้นจากกำไรสุทธิที่ลดลงจากปีก่อนหน้า
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิลดลงอยู่ที่ 1.35 เท่า ณ สิ้นปี 2561 จากระดับ 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2560 โดยอัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวยังอยู่ต่ำกว่าเพดานหนี้ของบริษัท ที่ 2.0 เท่า แต่ยังสูงกว่าอัตราส่วนหนี้เป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 1.0 - 1.2 เท่า หนี้สินสุทธิ ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 62,913 ล้านบาท ลดลงจาก 66,419 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560
  • ในปี 2561 อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย (ROCE) อยู่ที่ร้อยละ 7.7 หรือลดลงจากร้อยละ 9.2 ในปี 2560 มีสาเหตุหลักจากกำไรที่ลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยในปี 2561 อยู่ในระดับร้อยละ 11.9 ลดลงจากร้อยละ 13.7 ในปี 2560 จากการบันทึกกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า
กระแสเงินสด

บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานในปี 2561 คิดเป็น 12,866 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรายงานกำไรจากการดำเนินงานได้ในระดับสูง (EBITDA ปี 2561 คิดเป็น 11,016 ล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้นการจัดการสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นส่งผลให้สินค้าคงคลังลง โดยมูลค่าสินค้าคงคลังนั้นลดลงถึงร้อยละ 11.1

ขณะเดียวกัน เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุนในปี 2561 มีมูลค่ารวม 3,403 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก 2,424 ล้านบาทในปี 2560) เนื่องจากการลงทุนในกิจกรรมปรกติของบริษัท ปี 2561

บริษัทมีเงินสดสุทธิจ่ายไปในกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2561 มีมูลค่า 8,704 ล้านบาท ส่วนมากเกิดจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้น และการชำระหนี้สินจากการที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง

บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด รวมผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสดลดลงสุทธิที่ 707 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิ ณ วันสิ้นปี 2561 มูลค่า 1,586 ล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบจากเงินเบิกเกินบัญชี)

ดูเพิ่มเติม

Please read our General Disclaimer & Warning carefully.
Use of this Website constitutes acceptance of the Terms of Website Use.
Copyright © 2019. ThaiListedCompany.com. All Rights Reserved.