This printed article is located at https://investor-th.thaiunion.com/annual_review.html

Annual Review

ภาพรวม

ไทยยูเนี่ยนรายงานผลกำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2562 การฟื้นตัวของการดำเนินงานหลักได้ส่งผลให้บริษัท สามารถรายงานอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับร้อยละ 15.9 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 และยังสามารถรายงานผลกำไรที่ดีในระหว่างปีอีกด้วย แม้ว่ายอดขายจะเผชิญความท้าทายจากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับลดลงและค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ผลประกอบการของบริษัทยังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปรกติปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บริษัทยังรายงานกระแสเงินสดรับที่ดีส่งผลให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 จากปีก่อนและชำระหนี้คืนได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.07 เท่า

ไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขาย 126,275 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักประกอบกับการที่บริษัทมีรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ถือเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ยอดขายประจำปี 2562 ได้ปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ดี บริษัทได้บันทึกยอดขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 4,071 ล้านเหรียญ ซึ่งยังปรับลดลงร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า โดยการลดลงของยอดขายนั้นมีสาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้าโดยกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่นๆ ยังรายงานปริมาณการขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2562

ไทยยูเนี่ยนรายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 5,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจากการ ดำเนินงานปกติ ในปี 2561 แม้ว่าอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น ผลประกอบการยังได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ปรับลดลง จากปีก่อนหน้า และด้วยการควบคุมต้นทุนที่ดีส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 จากปีก่อนหน้า โดยกำไรจากการดำเนินงานปรกตินั้นไม่รวมการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกา

ตามหน้างบการเงิน บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 3,816 ล้านบาท ซึ่งรวมการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาสุทธิมูลค่า 1,402 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2562 แล้ว ซึ่งกำไรดังกล่าวยังปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 17.2 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิตามหน้างบปี 2561

กระแสเงินสดอิสระปี 2562 นั้นคิดเป็น 7,149 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไร EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมและการด้อยค่าสินทรัพย์) ที่ยังแข็งแกร่ง และการควบคุมสินค้าหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ มูลค่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิของบริษัทปรับลดลง 9,159 ล้านบาท มาอยู่ที่ 55,215 ล้านบาท เนื่องจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนในไตรมาส 4/2562 และการชำระหนี้คืนอย่างต่อเนื่อง การที่หนี้สินลดลงดังกล่าวส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2562 ลดลงจากระดับ 1.40 เท่า ณ สิ้นปี 2561

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) มีรายได้ปี 2562 ลดลงจากปีก่อนหน้าแม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 19.4 จากระดับร้อยละ 16.9 ในปี 2561 เนื่องจากการทำกำไรของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปในทวีปยุโรปปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Frozen and Chilled Seafood and Related Business) รายงานยอดขายปรับตัวลดลงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าปริมาณขายจะปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12.8 ก็ตาม การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น และราคากุ้งในประเทศที่ปรับลดลงจึงส่งผลให้ยอดขายปรับตัวลดลง นอกจากนี้บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น (PetCare, Valued-Added and Other Business) ซึ่งยังสามารถรายงานยอดขายที่เติบโตดีแม้ว่าเงินบาทจะปรับแข็งค่าขึ้นก็ตาม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังคงเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดของไทยยูเนี่ยน โดยคิดเป็นร้อยละ 44 ของยอดขายรวมปี 2562 ส่วนยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นคิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวมของบริษัท เพิ่มขึ้นจากระดับ ร้อยละ 39 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณการขายกุ้งและแซลมอนที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 15 ของยอดขายรวมของบริษัท โดยเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 14 ในปี 2561

สำหรับยอดขายรายภูมิภาคในปี 2562 สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 40 ของบริษัท ภูมิภาคยุโรปมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็นร้อยละ 12 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 ในปีก่อนหน้า นอกจากที่บริษัทได้ปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ บริษัทยังมุ่งทำการตลาดในประเทศมากขึ้นเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก และมีการเพิ่มความร่วมมือกับบริษัทในเครือธรรมชาติซีฟู้ด ซึ่งไทยยูเนี่ยนได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในปี 2562 ตลาดญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดสำคัญที่มีส่วนแบ่งยอดขายคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดอื่นๆ ซึ่งรวมถึงตลาดแอฟริกาและประเทศที่เหลือในเอเชีย รวมกันมีส่วนแบ่งยอดขายที่ร้อยละ 15 ของยอดขายรวม

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ในปี 2562 ที่ผ่านมาได้แก่ :

  1. ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าอยู่ในระดับต่ำในปี 2562

    ระหว่างปี 2562 แม้ว่าบางน่านน้ำจะประสบปัญหาการจับ ปลาได้น้อย แต่ผู้ผลิตมีการจัดเก็บสินค้าคงคลังในระดับที่สูง ส่งผลให้มีอุปทานปลาทูน่าอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ราคาปลาทูน่าเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 1,209 เหรียญสหรัฐต่อตันหรือปรับตัวลดลงร้อยละ 20.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยอัตรากำไรของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.4 เมื่อเทียบกับร้อยละ 16.9 ในปี 2561

  2. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ ช่วยผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิ

    ในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ (Red Lobster) คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย ในปี 2562 เงินลงทุนดังกล่าวได้สร้างกำไรให้กับบริษัท เป็นมูลค่าสุทธิกว่า 419 ล้านบาท ซึ่งส่วนมากอยู่ใน รูปแบบของเงินปันผลรับและเครดิตภาษี ในฐานะที่เป็นร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลก เรด ล็อบสเตอร์ สร้างรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 2,450 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วโลกทั้งในรูปแบบของ ร้านที่บริษัทดำเนินงานเอง และแบบแฟรนไชส์

  3. รายการค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมาย

    ในไตรมาส 2/2562 ชิคเก้นออฟเดอะซี (Chicken of the Sea) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของไทยยูเนี่ยน ได้บรรลุถึงข้อตกลงชำระค่าชดเชยกับร้านค้าปลีกส่วนมาก ภายใต้คดีต่อต้านการผูกขาด (Antitrust) และคดีอื่นๆ โดยบริษัท ชิคเก้นออฟเดอะซี ได้มีการตั้งสำรอง ค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายเพิ่มเติมคิดเป็นมูลค่าสุทธิ 1,402 ล้านบาทหลังหักภาษี โดยบริษัทเชื่อว่าการปรับ มูลค่าเงินชดเชยดังกล่าวนั้นได้สะท้อนความคืบหน้าของคดีที่เกิดขึ้นกับ ชิคเก้นออฟเดอะซี รวมถึงความเสี่ยง ด้านผลกระทบทางการเงินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทฯ แล้ว โดย ชิคเก้นออฟเดอะซี ยังคงเป็นส่วนสำคัญ ของกลยุทธ์ของบริษัทในการเติบโตในตลาดอาหารทะเลในทวีปอเมริกาเหนือ

  4. ความผันผวนของค่าเงิน

    ยอดขายของไทยยูเนี่ยนกว่าร้อยละ 88 อยู่ในรูปสกุล เงินตราต่างประเทศ โดยหลักๆ เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และเงินปอนด์ ตามลำดับ แม้ว่าในระหว่างปี ค่าเงิน บาทได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักในทวีปยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงรายงานยอดขายปี 2562 ลดลง ร้อยละ 5.3 จากปีก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ดี หากแยกผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนออก ยอดขายของบริษัทปี 2562 ยังคงปรับตัวลดลงร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ด้วยการบริหารความเสี่ยงของอัตรา แลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด ไทยยูเนี่ยนสามารถบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มากถึง 543 ล้านบาท ซึ่งเกิด จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระหว่างปี

  5. กระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่งและการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนเอื้อสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง

    กระแสเงินสดกว่า 7,149 ล้านบาท นั้นเป็นผลมาจากกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น การควบคุมสินค้าหมุนเวียนอย่างมี ประสิทธิภาพและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งส่งผลให้บริษัทสามารถชำระหนี้คืนได้กว่า 3,159 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2562 ลดลงจากระดับ 1.40 เท่า ณ สิ้นปี 2561 เนื่องจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนมูลค่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นส่วน ของผู้ถือหุ้น บริษัทได้บรรลุเป้าหมายอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 1.0 - 1.1 เท่า ดังนั้นจึงส่งผลให้ บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและมีความยืดหยุ่นในการบริหารและวางแผนการลงทุนมากขึ้น

ดูเพิ่มเติม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายในปี 2562 ทั้งสิ้น 55,221 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.3 จาก 62,262 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 4.8 เนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าได้ปรับลดลง และปริมาณการขายได้ปรับ ลดลงร้อยละ 6.5 จากปี 2561 มาอยู่ที่ 335,924 ตัน ในปี 2562 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับราคาสินค้าในบางผลิตภัณฑ์ และการส่งออกจากประเทศที่ลดลงอันเป็นผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่อย่างไรก็ดีอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปได้ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ร้อยละ 19.4 ในปี 2562 เนื่องจากอัตรากำไรของธุรกิจในทวีปยุโรปฟื้นตัวดีขึ้น

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบ (Skipjack) (จากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก/ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ) ในปี 2562 ลดลง ร้อยละ 20.9 มาอยู่ที่ 1,209 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับ 1,530 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปีก่อนหน้า กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

มียอดขายในปี 2562 ทั้งสิ้น 52,424 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.7 จาก 52,794 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยการลดลงของยอด ขายนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการที่ราคากุ้งปรับตัวลดลงระหว่างปี แต่ด้วยการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ และการมุ่งเน้นเข้าตลาดใหม่ๆ ส่งผลให้ปริมาณขายผลิตภัณฑ์กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8 มาอยู่ที่ 277,886 ตัน ในปี 2562

ในปี 2562 ราคากุ้งปรับลดลงจากปีก่อนหน้า โดยราคาวัตถุดิบกุ้งขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 149 บาทต่อกิโลกรัม (ขนาดกุ้ง 60 ตัวต่อ กิโลกรัม) ลดลงร้อยละ 5.1 จากราคาเฉลี่ยปี 2561 แต่อย่างไรก็ดีกำไรขั้นต้นกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ปรับสูงขึ้นสู่ระดับร้อยละ 10.2 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 ในปีก่อนหน้า โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ เงินเหรียญสหรัฐนั้นส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจ อย่างไรก็ดีบริษัทมุ่งเน้นที่จะกระจายยอดขายมายังประเทศไทยและตลาดอื่นนอกเหนือจากตลาดสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น และยังมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มููลค่าเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้บริษัทมีผลกำไรฟื้นตัวขึ้นระหว่างปี และยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจล็อบสเตอร์ยังได้รายงานผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น และการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบมากขึ้น

ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ

ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ รายงานยอดขายที่ 18,630 ล้านบาท โดยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีปริมาณขายปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันที่ร้อยละ 3.2 อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจในปี 2562 ยังปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22 เพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 20 ในปี 2561 เนื่องจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ และสินค้านวัตกรรมต่างๆ



การจัดการทางการเงินและการลงทุน

ในปี 2562 ไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินกิจกรรมทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญ ดังนี้ :

  1. ไทยยูเนี่ยนออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน มูลค่า 6,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีประกัน มูลค่า 6,000 ล้านบาท

    ไทยยูเนี่ยนออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีประกัน รวมมูลค่า 12,000 ล้านบาท โดยการระดมทุนครั้งนี้เพื่อใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดในปีนี้ จึงไม่ทำให้เงินกู้ทั้งหมดของบริษัท เพิ่มขึ้น และได้ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ND/E) ของบริษัทฯ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.07 เท่า จากระดับ 1.40 เท่า ณ สิ้นปี 2561 บริษัทจะใช้เงินทุนดังกล่าวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

  2. ไทยยูเนี่ยนเข้าลงทุนเพิ่มในธรรมชาติซีฟู้ด รีเทล เป็นร้อยละ 65

    ไทยยูเนี่ยนได้เพิ่มการถือหุ้นอีกร้อยละ 39.9 ในธรรมชาติซีฟู้ด รีเทล ผู้ประกอบการค้าปลีกอาหารทะเลในประเทศไทย หลังจากที่ได้ลงทุนไปร้อยละ 25.1 ในปี 2561 ส่งผลให้หลังการลงทุนนี้ บริษัทได้ถือหุ้นรวมทั้งสิ้นร้อยละ 65 ในธรรมชาติซีฟู้ด รีเทล

  3. ไทยยูเนี่ยน จับมือ สนช., ม.มหิดล และ WEWORK LABS เสริมทัพโครงการ SPACE- F

    ร่วมผลักดัน สตาร์ทอัพฟู้ดเทคในการสร้าง ecosystem ที่ยั่งยืน เพื่อปั้นสตาร์ทอัพฟู้ดเทคในประเทศไทย SPACE-F เป็นโครงการบ่มเพาะ และเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพนวัตกรรมอาหารแห่งแรกของโลกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยจะให้บริการ ด้านนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพนวัตกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โปรแกรม คือ โปรแกรม Incubator สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ในระยะบ่มเพาะ และโปรแกรม Accelerator สำหรับ บริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ในระยะเร่งการเติบโต โดยโครงการปิดกว้างให้สตาร์ทอัพจากทั้งในและนอกประเทศ

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

ในปี 2563 ไทยยูเนี่ยนมุ่งมั่นที่จะยังคงเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลระดับโลก และนำส่งคุณค่าทางโภชนาการอาหารจากแหล่งที่มา ที่ยั่งยืนจากทะเลไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก และยังสร้างคุณค่าต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาว โดยจะเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัยหลัก

  1. มุ่งสร้างธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง
    • พัฒนาประสิทธิภาพความเป็นเลิศของธุรกิจหลักของบริษัท และเดินหน้าเติบโตธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง
    • รักษาระดับอัตรากำไรและกระแสเงินสดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการพัฒนากลุ่มบริษัทให้มีการเติบโต
    • บริหารและจัดการธุรกิจที่ประสบผลขาดทุนต่อเนื่อง
  2. ธุรกิจสร้างมูลค่าใหม่ๆ
    • ลงทุนในธุรกิจสร้างมูลค่าใหม่ๆ ที่มีความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น
    • มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารสัตว์ให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
    • มุ่งเน้นการลงทุนและเข้าซื้อกิจการในธุรกิจมูลค่าสูงและมีความสำคัญทางกลยุทธ์
  3. ความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน
    • ขยายกรอบของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® เพื่อให้ครอบคลุมและตอบสนอง กับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
    • การดำเนินธุรกิจทั่วโลกอย่างมีความรับผิดชอบและการมีบรรษัทภิบาลที่แข็งแกร่ง

ในปี 2563 เป็นต้นไป ไทยยูเนี่ยนมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนจำนวน 4,900 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาและปรับปรุง การดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในระยะยาว โดยบริษัทจะเน้นการลงทุนในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ การก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร รวมไปถึงการลงทุน ในธุรกิจอาหารกุ้งในประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทเข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดรับ

ไทยยูเนี่ยนยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลปีละสองครั้งในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ ด้วยการบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างรอบคอบ และราคาวัตถุดิบหลักปรับลดลง ส่งผลให้ไทยยูเนี่ยนสามารถรายงานกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) สูงถึง 7,149 ล้านบาท จึงส่งผลให้บริษัทได้จ่ายเงินปันผล 0.47 บาทต่อหุ้นสำหรับผลการดำเนินงานปี 2562 (ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 จากการจ่ายเงินปันผลของปีก่อนหน้า) ซึ่งคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ร้อยละ 59 ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ปีนับตั้งแต่ ปี 2537 ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดูเพิ่มเติม

อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนทางการเงิน 2560 2561* 2562
อัตราส่วนสภาพคล่อง      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) 1.71 1.34 1.66
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) 0.47 0.39 0.55
อัตราส่วนโครงสร้างของทุน      
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 2.04 2.10 1.74
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)** 1.40 1.44 1.16
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)** 1.38 1.40 1.07
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) 4.13 3.96 4.06
อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน      
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) 0.94 0.92 0.89
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (เท่า) 2.79 2.81 2.82
อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (เท่า) 9.37 9.56 9.56
อัตราส่วนการหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (เท่า) 9.21 8.54 8.49
จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (วัน) 129 128 128
จำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (วัน) 38 38 38
จำนวนวันหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (วัน) 39 42 42
อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร      
อัตรากำไรขั้นต้น (ร้อยละ) 14.3 14.2 15.9
อัตรากำไร EBITDA (ร้อยละ) 8.6 8.3 9.5
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 4.4 3.9 4.1
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ร้อยละ) 13.7 11.9 11.5
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ร้อยละ)** 6.1 5.6 5.9
อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย 9.2 7.7 8.2
ข้อมูลต่อหุ้น      
กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติต่อหุ้น (บาท) 1.26 1.09 1.09
เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) 0.66 0.40 0.47
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 9.28 8.95 10.15
* กลุ่มบริษัทได้นำมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 7, 9, 15 และ 16 มาถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 โดยใช้วิธีรับรู้ผลกระทบสะสมจากการปรับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินเป็นรายการปรับปรุงกับกำไรสะสมต้นงวด และอัตราส่วนทางการเงินข้างต้น คิดจากตัวเลขที่ปรับปรุงใหม่ ณ วันที่ 1 มกราคม 2562
** หนี้สิน คือ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเท่านั้น
*** อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี/สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

บทวิเคราะห์งบการเงิน

ภาพรวม

เนื่องจากปัจจัยราคาวัตถุดิบและค่าเงินที่ผันผวน ส่งผลให้ยอดขายบริษัทในปี 2562 ในรูปของเงินบาทลดลงร้อยละ 5.3 จาก ปีก่อนหน้าหากแยกผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนออก บริษัทได้บันทึกยอดขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 4,071 ล้านเหรียญ ซึ่งยังปรับลดลงร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า โดยการลดลงของยอดขายนั้นมีสาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้าโดยกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่นๆ ยังรายงานปริมาณการขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2562

ในปี 2562 ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าอยู่ในระดับต่ำ โดยมีราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 1,209 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับลดลงร้อยละ 20.9 จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ราคาวัตถุดิบกุ้งเฉลี่ยก็ได้ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทรายงานผลกำไรปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับปกติมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการเจรจาปรับราคาสินค้ากับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การปรับลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาดไปในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น

ผลผลิตกุ้งของประเทศไทยในปี 2562 ทรงตัวจากปริมาณผลผลิตในปี 2561 ที่ระดับประมาณ 300,000 ตัน เนื่องจากภาวะราคากุ้งตกต่ำและการผลิตทั่วโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องของบริษัทยังสามารถรายงานปริมาณขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทมุ่งเน้นการทำการตลาดในประเทศมากขึ้น ขยายตลาดส่งออก และการเพิ่มการขายสินค้าเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น

ไทยยูเนี่ยนรายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 5,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ในปีก่อนหน้า แม้ว่าอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น ผลประกอบการยังได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ปรับลดลงจากปีก่อนหน้า และด้วยการควบคุมต้นทุนที่ดีส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับเพิ่มขึ้นรอยละ 20.8 จากปีก่อนหน้า โดยกำไรจากการดำเนินงานปกตินั้นไม่รวมการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้บันทึกกระแสเงินสดอิสระปี 2562 สูงถึง 7,149 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาอัตราจ่ายเงินปันผลในระดับสูงถึงร้อยละ 59 ของผลกำไรสุทธิประจำปีตามหน้างบการเงิน บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 3,816 ล้านบาท ซึ่งรวมการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาสุทธิมูลค่า 1,402 ล้านบาทในไตรมาส 2/2562 แล้ว ซึ่งกำไรดังกล่าวยังปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 17.2 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิตามหน้างบปี 2561

ยอดขาย

บริษัทรายงานยอดขายที่ 126,275 ล้านบาท ในปี 2562 ลดลงร้อยละ 5.3 จากปี 2561 เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อ เทียบกับสกุลเงินหลัก แต่หากหักผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนออก บริษัทรายงานยอดขายที่ 4,071 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังคง ปรับลดลงร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับลดลงด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายยังปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้าโดยกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและอื่นๆ ยังรายงานปริมาณการขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมีสัดส่วนยอดขายสูงสุดที่ร้อยละ 44 โดยลดลงจากร้อยละ 47 ในปีก่อนหน้าเนื่องจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก และราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่ลดลง ขณะเดียวกันยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39 ในปี 2561 เนื่องจากปริมาณการขายของธุรกิจกุ้งและแซลมอนที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นนั้นมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 15 โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14 ในปี 2561

ในปี 2562 ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 40 ของยอดขายรวมบริษัท เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38 ของยอดขายรวมในปี 2561 เนื่องจากปริมาณขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องปรับดีขึ้น แม้ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงในปี 2562 ก็ตาม ตลาดยุโรปเป็นตลาดอันดับสองของบริษัทตามยอดขาย โดยมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 28 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 31 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากค่าเงินยูโรและปอนด์สเตอร์ลิงที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทในปี 2562 ส่วนยอดขายในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12 (จากร้อยละ 11 ในปีก่อนหน้า) เนื่องจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ในประเทศมากขึ้น และตลาดญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนยอดขายร้อยละ 5 ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า

ในปี 2562 สัดส่วนรายได้ของธุรกิจแบรนด์ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 41 ส่งผลให้ธุรกิจรับจ้างผลิตมีสัดส่วนยอดขายปี 2562 ทรงตัวเช่นกันที่ร้อยละ 59 ยอดขายธุรกิจแบรนด์ในปี 2562 ได้ปรับลดลงร้อยละ 4.9 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายแบรนด์ส่วนมากมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าปริมาณขายสินค้าแบรนด์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากปีก่อนหน้า และในช่วงเดียวกัน ยอดขายธุรกิจรับจ้างผลิตลดลงร้อยละ 5.5 จากปีก่อนหน้าเนื่องจากราคาวัตถุดิบลดลง แต่ปริมาณขายของธุรกิจรับจ้างผลิตยังคงเติบโตร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปี 2561

กำไรขั้นต้น

บริษัทรายงานกำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 20,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปรับลดลงแม้ว่าค่าเงินบาทจะมีความผันผวนมากก็ตาม

ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับร้อยละ 19.4 ในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16.9 ในปี 2561 การฟื้นตัวของอัตรากำไรนั้นเกิดขึ้นจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในทุกกลุ่มธุรกิจและการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ บริษัทได้ปรับราคาสินค้าในทวีปยุโรปให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบมากขึ้น ถึงแม้ว่าปริมาณขายลดลงในตลาดสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจแบรนด์ในยุโรปปรับเพิ่มขึ้นอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องรายงานอัตรากำไรที่ร้อยละ 10.2 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 ในปี 2561 การปรับตัว ดีขึ้นของอัตรากำไรดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง การขายสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ การเติบโตของธุรกิจ ไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ และการฟื้นตัวของธุรกิจแซลมอนและล็อบสเตอร์

อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นได้ปรับฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 21.6 ในปี 2562 เนื่องจากยอดขายปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 และมีปริมาณขายปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันที่ร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารจากการดำเนินงานปกติต่อยอดขายในปี 2562 อยู่ที่ร้อยละ 11.5 ซึ่งเพิ่มขึ้น จากระดับร้อยละ 10.7 ในปีก่อนหน้า โดยการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนดังกล่าวนั้นมีส่วนมาจากการบันทึกค่าชดเชยสำหรับพนักงานที่เกษียณอายุอันเกี่ยวเนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไขในไตรมาส 2/2562 และอีกส่วนหนึ่งมาจาก ยอดขายที่ปรับลดลงอันเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

กำไรจากการดำเนินงาน

บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2562 ที่ 5,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการ ปรับเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานงาน และกลยุทธ์ควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้กำไร EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษี ค่าเสื่อมและการด้อยค่าสินทรัพย์) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 12,033 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรของการดำเนินงานของบริษัทและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ปรับตัวดีขึ้น

รายได้อื่น

บริษัทรายงานรายได้อื่นในปี 2562 ที่ 1,565 ล้านบาท ลดลงจากระดับ 2,036 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทมีการ บันทึกสินไหมทดแทนประกันภัยในปี 2561 และมีค่าใช้จ่ายการด้อยค่าเงินลงทุนในประเทศฝรั่งเศสในปี 2562 ในขณะที่ รายได้ดอกเบี้ยรับจาก Convertible Preferred Units ของ Red Lobster นั้นยังทรงตัวจากปีก่อนหน้า

กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

บริษัทบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 543 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2562

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายทางการเงินปี 2562 อยู่ที่ 2,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าว มาจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสุทธิมาอยู่ที่ร้อยละ 3.27 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.04 ในปี 2561

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ในปี 2562 บริษัทบันทึกภาษีจ่ายจากการดำเนินงานปกติมูลค่า 614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 189 ล้านบาทในปี 2561 เนื่องจากบริษัทรายงานผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นในปี 2562 อัตราภาษีสุทธิปี 2562 อยู่ที่ร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.2 ในปี 2561 กำไรสุทธิ

หากแยกผลกระทบจากการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายสุทธิในสหรัฐอเมริกามูลค่า 1,402 ล้านบาทออก ไทยยูเนี่ยน รายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 5,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากอัตรากำไร ที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่ายอดขายจะปรับลดลงก็ตาม อัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.9 ในปี 2561 โดยกำไรสุทธิตามหน้างบปี 2562 อยู่ที่3,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.2 จากปีก่อนหน้า

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2562 อยู่ที่ 141,909 ล้านบาท ลดลง 342 ล้านบาท จาก 142,251 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561

  • ลูกหนี้การค้าสุทธิอยู่ที่ 12,532 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.7 หรือ 1,346 ล้านบาท จาก 13,878 ล้านบาท ในปี 2561 อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้ทรงตัวที่ 9.56 เท่า จากปี 2561 แม้ว่ายอดลูกหนี้การค้าจะลดลง ก็ตาม ระยะเวลาการเก็บหนี้เฉลี่ยในปี 2562 ทรงตัวจากปีที่แล้วอยู่ที่ 38 วัน เนื่องจากบริษัทสามารถรักษาระดับ ความสามารถในการเรียกชำระลูกหนี้การค้าได้อย่างคงเส้นคงวา
  • แม้ว่ายอดขายจะปรับลดลง จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือในปี 2562 ทรงตัวอยู่ที่ 128 วันจากปีก่อนหน้า เนื่องจากการจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าคงเหลือสุทธิลดลงร้อยละ 3.9 มาอยู่ที่ 36,873 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 จากระดับ 38,371 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 ส่วนหนึ่งเป็นผล มาจากราคาวัตถุดิบที่ปรับลดลงและการที่บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น
  • อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.89 เท่า ในปี 2562 จาก 0.92 เท่า ในปี 2561 เป็นผลจากยอดขายลดลงร้อยละ 5.3 จากปีก่อนหน้า
  • อัตราส่วนสภาพคล่องในปี 2562 อยู่ที่ 1.66 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.34 เท่า ในปี 2561 เนื่องจากการชำระคืนหนี้สินระยะสั้น และการรีไฟแนนซ์หนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 2562
  • ณ สิ้นปี 2562 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มีมูลค่ารวม 25,910 ล้านบาท ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับ 26,476 ล้านบาท ในปี 2561 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริษัทมีการลงทุนที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2561
หนี้สินรวม

หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2562 มีมูลค่า 90,114 ล้านบาท ลดลง 6,188 ล้านบาท จาก 96,302 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561

  • เจ้าหนี้การค้าในปี 2562 มีมูลค่า 11,844 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.0 จาก 13,165 ล้านบาท ในปี 2561 ขณะที่ระยะเวลาการชำระหนี้เฉลี่ยทรงตัวอยู่ที่ 42 วัน จากปีก่อนหน้าเนื่องจากการจัดการเงื่อนไขการซื้อจากคู่ค้า (Supplier) และการจัดการสินเชื่อคู่ค้าได้อย่างสม่ำเสมอ โดยอัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ ปี 2562 อยู่ที่ 8.49 เท่า เมื่อเทียบกับ 8.54 เท่าในปีก่อนหน้า
  • เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นลดลงร้อยละ 16.3 เป็น 11,277 ล้านบาท จาก 13,468 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 เนื่องจากการชำระหนี้คืนในปี 2562
  • หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมีมูลค่ารวม 59,905 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.2 จาก 65,960 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนหนี้สินระยะยาว (รวมหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี) คิดเป็นร้อยละ 81 ของหนี้สินที่มีภาระ ดอกเบี้ยทั้งหมด โดยหนี้สินรวมลดลงโดยมีเหตุผลหลักมาจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนมูลค่า 6,000 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2562
ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ในปี 2562 มีมูลค่ารวม 8,423 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จาก 42,688 ล้านบาท ในปี 2561 โดยมีสาเหตุหลักจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนซึ่งคิดเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น
  • อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2562 ลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ 1.74 เท่า จากระดับ 2.10 เท่า ณ สิ้นปี 2561 เนื่องจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนดังที่กล่าวมาในข้างต้น และยิ่งไปกว่านั้น การปรับลดลงของบัญชีค้างจ่ายจากราคาวัตถุดิบที่ลดลงก็ยังมีส่วนทำให้หนี้สินรวมลดลงอีกด้วย
  • เนื่องจากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนและการชำระหนี้สินคืนอย่างต่อเนื่อง อัตราส่วนหนี้สินสุทธิ ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอยู่ที่ 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2562 จากระดับ 1.40 เท่า ณ สิ้นปี 2561 โดยบริษัทได้บรรลุ เป้าหมายอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 1.0 - 1.1 เท่า ดังนั้นจึงส่งผลให้บริษัทมีสถานะทางการเงิน ที่แข็งแกร่งขึ้นและมีความยืดหยุ่นในการบริหารและวางแผนการลงทุนมากขึ้น
  • ในปี 2562 อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย (ROCE) อยู่ที่ร้อยละ 8.2 หรือเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 7.7 ในปี 2561 มีสาเหตุหลักจากอัตรากำไรที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเห็นได้จากอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีปรับเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า
กระแสเงินสด
  • บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานในปี 2562 คิดเป็น 11,755 ล้านบาท เนื่องจากบริษัท รายงานกำไรจากการดำเนินงานได้ในระดับสูง (EBITDA ปี 2562 คิดเป็น 12,033 ล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้นการจัดการสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นส่งผลให้สินค้าคงคลังลดลง โดยมูลค่าสินค้าคงคลังนั้นลดลงร้อยละ 3.9 จากปีก่อนหน้า
  • ขณะเดียวกัน เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุนในปี 2562 มีมูลค่ารวม 4,485 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก 3,403 ล้านบาท ในปี 2561) เนื่องจากการลงทุนในกิจกรรมปรกติของบริษัท ปี 2562
  • บริษัทมีเงินสดสุทธิจ่ายไปในกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2562 มีมูลค่า 4,028 ล้านบาท ส่วนมากเกิดจากการจ่าย เงินปันผลในระหว่างปีให้กับผู้ถือหุ้น และการชำระหนี้สินเนื่องจากบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง
  • บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด รวมผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิที่ 3,104 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิ ณ วันสิ้นปี 2562 มูลค่า 4,689 ล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบจากเงินเบิกเกินบัญชี)
ดูเพิ่มเติม

Please read our General Disclaimer & Warning carefully.
Use of this Website constitutes acceptance of the Terms of Website Use.
Copyright © 2020. ThaiListedCompany.com. All Rights Reserved.