บทวิเคราะห์ธุรกิจประจำปี

ภาพรวม

ไทยยูเนี่ยนรายงานผลการดำเนินงานปี 2564 ด้วยยอดขายเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตรากำไรอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน

รายได้รวม

ไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขายปี 2564 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 141,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากปี 2563 ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัวร้อยละ 17.8 และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 17.9 จากปี 2563 และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายลดลงร้อยละ 6 จากปีก่อน เนื่องจากในปี 2563 มีการกักตุนสินค้าในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้น

กำไรขั้นต้นปี 2564 อยู่ที่ 25,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2564 อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 18.2 เป็นผลหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปยังมีอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น

กำไรจากการดำเนินงาน

กำไรจากการดำเนินงานปี 2564 อยู่ที่ 8,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.6 จากปีก่อน โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายอยู่ที่ร้อยละ 12.4 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการทำการตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ของไทยยูเนี่ยน

กำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิ

กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8,013 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 28.3 จากปีก่อน เป็นผลจากธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งโดยมียอดขายเพิ่มขึ้นและมีอัตรากำไรในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลงและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน โดยอัตรากำไรสุทธิ ปี 2564 อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 5.7

กระแสเงินสดและอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน

กระแสเงินสดอิสระไตรมาสปี 2564 ยังคงเป็นบวกจากกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษีที่แข็งแกร่ง แม้มีผลกระทบชั่วคราวจากเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นระหว่างรอขนส่งล่าช้าและการขาดแคลนตู้เรือขนส่งสินค้า โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 0.99 เท่า ณ สิ้นปี 2564 ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่านโยบายภายในของไทยยูเนี่ยนที่ 1.0 เท่า

เงินปันผล

ไทยยูเนี่ยนประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มูลค่า 0.45 บาทต่อหุ้น และประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2564 มูลค่า 0.50 บาทต่อหุ้น ทำให้การจ่ายเงินปันผลทั้งปีอยู่ที่ 0.95 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงที่สุดสำหรับอัตราการจ่ายเงินปันผลทังปีในอดีตของบริษัทฯ

ดูเพิ่มเติม

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป

ในปี 2564 ยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมีมูลค่า 58,955 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 42 ของยอดขายรวม โดยยอดขายกลุ่ม ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปลดลงร้อยละ 6.0 จากปี 2563 เนื่องจาก การกลับสู่ระดับปกติหลังจากมีการกักตุนสินค้าในปี 2563 จากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น ในปี 2564 ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 21.4 เนื่องจากบริษัท มีการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

โดยรวมยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปนั้นยังคงมีการเติบโต ทั้งในแง่ของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด 19 ในปี 2562

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบ (Skipjack) (จากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก/ณ ท่าเรือกรุงเทพ) ในปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 มาอยู่ที่ 1,406 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งอยู่ในระดับที่ไทยยูเนี่ยนสามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ในปี 2564 ยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นมีมูลค่า 58,417 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของรายได้รวม โดยยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเติบโตร้อยละ 17.8 จากปีก่อนและมีอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวอย่างมากอยู่ที่ร้อยละ 11.8 มีปัจจัยหลักคือการฟื้นตัวของธุรกิจกุ้งและล็อบสเตอร์ อันเนื่องมาจากธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีกในทวีปเอเชียและประเทศสหรัฐอเมริกามีการดำเนินงานที่ดีขึ้น

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมียอดขายเติบโตเป็นอย่างมาก และมีสัดส่วนการขายสินค้าที่ทำให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2562 ช่วงก่อนโควิด 19

ในปี 2564 ราคาวัตถุดิบกุ้งขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 138 บาทต่อกิโลกรัม (ขนาดกุ้ง 60 ตัวต่อกิโลกรัม) ลดลงร้อยละ 6.7 จากราคาเฉลี่ยปี 2563 และราคาปลาแซลมอนเฉลี่ยอยู่ที่ 59 นอร์วีเจียนโครนต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากราคาเฉลี่ยปี 2563

ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ

ในปี 2564 ยอดขายของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ มีมูลค่า 23,675 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของรายได้รวม โดยยอดขายของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ เติบโตร้อยละ 17.9 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการของสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ และการขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า รวมถึงผลประกอบการดีขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายในไตรมาส 4 ปี 2564 ลดลงเนื่องจากการปรับลดการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เนื่องจากกลยุทธ์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นไปยังสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง

อัตรากำไรขั้นต้นกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ ในปี 2564 ยังอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 26.3 เป็นผลจากการเป็นผลจากการที่ไทยยูเนี่ยนมุ่งเน้นไปยังสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง และการเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

โดยรวมยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจนี้ปรับตัวดีขึ้น อย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2562 ช่วงก่อนโควิด 19



ภาพรวมธุรกิจ แยกตามภูมิภาค

ในปี 2564 สัดส่วนยอดขายในตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 43 ของยอดขายรวม) ยุโรป (ร้อยละ 28 ของยอดขายรวม) และประเทศไทย (ร้อยละ 10 ของยอดขายรวม) เติบโตจากปีก่อน เนื่องจากยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัว เป็นอย่างดี และสกุลเงินบาทอ่อนค่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เทียบกับสกุลเงินหลัก คือ เงินเหรียญสหรัฐ (บาทอ่อนค่า ร้อยละ 2.2), ยูโร (บาทอ่อนค่าร้อยละ 6.0) และปอนด์สเตอร์ลิง (บาทอ่อนค่าร้อยละ 9.6)

ยอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาในปี 2564 เติบโตจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 9.6 เนื่องจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน การฟื้นตัวของธุรกิจอาหารแช่แข็งและแช่เย็น และความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่ยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ปรับลดลงสู่ระดับปกติจากความต้องการสินค้าที่ลดลงและผลกระทบจากการขาดแคลนตู้เรือขนส่งสินค้า

ยอดขายในตลาดยุโรปในปี 2564 เติบโตจากปีก่อนหน้าร้อยละ 4.1 เนื่องจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และปริมาณขายสินค้าอาหารทะเลแปรรูปที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี จากแบรนด์ที่แข็งแกร่งในภูมิภาคยุโรป

ยอดขายจากประเทศไทยในปี 2564 เติบโตจากปีก่อนหน้าร้อยละ 9.7 เนื่องจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศมีการฟื้นตัว ยอดขายอาหารทะเลแปรรูปเพิ่มขึ้น และผลประกอบการที่ดีขึ้นในธุรกิจบรรจุภัณฑ์

ดูเพิ่มเติม

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต

ไทยยูเนี่ยนมีวิสัยทัศที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารทะเลที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก ตลอดจนใส่ใจดูแลและรักษาทรัพยากรต่างๆ เพื่อรักษาให้คงไว้แก่คนรุ่นหลัง เรายังมุ่งที่จะส่งมอบคุณค่าทางสารอาหารที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีการจัดหาวัตถุดิบมาอย่างมีความรับผิดชอบสู่ผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อที่จะสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อบริษัท

เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลประกอบการของบริษัทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายปี 2568 ที่เราจะสร้างผลกำไร EBITDA ที่ 450 - 550 ล้านเหรียญสหรัฐ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะใช้นวัตกรรมเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น และยังคงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกๆ การตัดสินใจทางธุรกิจของเรา

ในปี 2565 ไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายร้อยละ 4 - 5 จากปีก่อนหน้า และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ ร้อยละ 18.0 - 18.5 อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ต่อยอดขายคาดการณ์อยู่ที่ประมาณร้อยละ 12.0 - 13.0 นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนหน้า

ในปี 2565 ไทยยูเนี่ยนมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนจำนวน 6 พันล้านบาท สำหรับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุง การเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยการลงทุนหลักของเราในปีนี้คือการลงทุนในโรงงานอาหาร พร้อมทาน Culinary และโรงงาน Protein Hydrolysate และ Collagen Peptide ในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมุ่งลงทุนและปรับปรุงเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคารอื่นๆ ทั้งนี้ การให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจพร้อมกับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทเข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดรับ

ไทยยูเนี่ยนยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาอัตราจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยเรามีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิในแต่ละปี และบริษัทจะแบ่งจ่ายเงินปันผลเป็น 2 งวดต่อปี

ดูเพิ่มเติม

อัตราส่วนทางการเงิน

อัตราส่วนทางการเงิน 2562 2563 2564
อัตราส่วนสภาพคล่อง      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) 1.66 1.37 1.56
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) 0.55 0.45 0.54
อัตราส่วนโครงสร้างของทุน      
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 1.74 1.59 1.68
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)** 1.16 1.05 1.14
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)** 1.07 0.94 0.99
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) 4.06 5.22 6.21
อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน      
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) 0.89 0.92 0.91
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (เท่า) 2.82 2.89 2.71
อัตราส่วนการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (เท่า) 9.56 11.11 11.81
อัตราส่วนการหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (เท่า) 8.49 9.64 10.03
จำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (วัน) 128 125 133
จำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (วัน) 38 32 30
จำนวนวันหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (วัน) 42 37 36
อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร      
อัตรากำไรขั้นต้น (ร้อยละ) 15.9 17.7 18.2
อัตรากำไร EBITDA (ร้อยละ) 9.5 9.8 10.6
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 4.1 4.7 5.7
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ร้อยละ) 9.0 14.1 16.1
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ร้อยละ)** 4.6 6.3 6.9
อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเฉลี่ย 6.5 9.2 10.1
ข้อมูลต่อหุ้น      
กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติต่อหุ้น (บาท) 0.80 1.26 1.66
เงินปันผลต่อหุ้น (บาท) 0.47 0.72 0.95
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 8.90 9.96 11.18
* หนี้สิน คือ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเท่านั้น
** อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี/ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

บทวิเคราะห์งบการเงิน

ยอดขาย

ในปี 2564 บริษัทมียอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 141,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นที่เติบโตร้อยละ 17.8 ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าที่เติบโตร้อยละ 17.9 และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ขณะที่ ยอดขายจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปปรับตัวลดลงร้อยละ 6.0 จากปีก่อนหน้าเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากปีก่อนมีการกักตุนสินค้าเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

ในปี 2564 ค่าเงินบาทโดยรวมอ่อนค่าจากปีก่อน เมื่อเทียบกับ เงินสกุลหลัก คือ เงินเหรียญสหรัฐ (บาทอ่อนค่าร้อยละ 2.2), ยูโร (บาทอ่อนค่าร้อยละ 6.0) และปอนด์สเตอร์ลิง (บาทอ่อนค่า ร้อยละ 9.6) ซึ่งส่งผลดีต่อการเติบโตของยอดขาย ทั้งนี้ หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายของบริษัทในปี 2564 ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จากปีก่อน

ปริมาณขายในปี 2564 ลดลงร้อยละ 1.2 จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากปริมาณขายอาหารทะเลแปรรูปที่ลดลง แม้ว่าธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจะมีปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น

กำไรขั้นต้น

บริษัทฯ รายงานกำไรขั้นต้นในปี 2564 ที่ 25,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.9 จากปีก่อนหน้า โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 18.2 เนื่องจาก

  • กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป มีอัตรากำไรขั้นต้นคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่ากำไรขั้นต้นจะลดลงตามยอดขายที่ปรับลดลงสู่ระดับปกติ
  • กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น มีกำไรขั้นต้นและอัตรา กำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร
  • กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่นๆ มีกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นและผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และเนื่องจากการบริหารจัดการที่ดี อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A)

ในปี 2564 ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 จากปีก่อนหรือคิดเป็น 1,874 ล้านบาท โดยเป็นผลหลักจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากราว 1,580 ล้านบาท ในปี 2564

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขายในปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 12.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.8 ในปี 2563 อันเป็นผลจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น ทั้งในธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ของบริษัท

รายได้อื่น (รวมส่วนแบ่งกำไร/ขาดทุนจากเงินลงทุนบริษัทร่วม)

ในปี 2564 บริษัทมีรายได้อื่นมูลค่ารวม 1,835 ล้านบาท เทียบกับ 1,620 ล้านบาทในปี 2563 เนื่องจากมีการรับรู้การด้อยค่าทรัพย์สิน บันทึกอยู่ในรายได้อื่นในปีก่อนหน้า ขณะที่บริษัทได้บันทึกรายได้ค่าบริหารจัดการจาก Red Lobster เพิ่มขึ้นจากปีก่อนด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังคงบันทึกรายได้ดอกเบี้ยรับจากเงินลงทุน ใน Red Lobster อย่างต่อเนื่อง

กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในปี 2564 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 922 ล้านบาท เทียบกับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 90 ล้านบาทในปี 2563

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ในปี 2564 ต้นทุนทางการเงินทรงตัวอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 2.6 ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับร้อยละ 2.9 ในปี 2563

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ในปี 2564 อยู่ที่ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเทียบกับ 724 ล้านบาทในปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับกำไรจากการดำเนินงาน ของบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้น

กำไรสุทธิ

กำไรสุทธิในปี 2564 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 8,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยอัตรากำไรสุทธิ ในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 5.7 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.7 ในปี 2563

กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการดำเนินธุรกิจหลักที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และยังสามารถรักษาอัตรากำไรในระดับสูง ประกอบกับกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง ช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานสำหรับทั้งไตรมาส 4 ปี 2564 และในปี 2564

บทวิเคราะห์สถานะทางการเงิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 สินทรัพย์รวมทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 166,604 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.2 จาก 144,575 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 เป็นผลหลักมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่า เงินสดที่เพิ่มขึ้น มูลค่าสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน

หนี้สินรวมปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 104,391 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 17.5 จาก 88,838 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563) เนื่องจากการเตรียมการจัดหาเงินกู้ยืมล่วงหน้าสำหรับหนี้สินระยะยาว ที่กำลังจะครบกำหนดในช่วงต้นปี 2565

หนี้สินหมุนเวียนรวมปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 จาก ณ สิ้นปี 2563 เนื่องจากมีหนี้สินระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระ และมีหนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มร้อยละ 25.6 จาก ณ สิ้นปี 2563 เนื่องจากบริษัทมีการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked bonds) ในปี 2564

ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด (รวมหุ้นกู้ลักษณะคล้ายทุนมูลค่า 6 พันล้านบาท) ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6 (หรือเพิ่มขึ้น 6.5 พันล้านบาท) จาก ณ สิ้นปี 2563 มาอยู่ที่ 62,213 ล้านบาท อันเป็นผลจากบริษัทมีผลกำไรสุทธิที่ดีในระหว่างปี 2564

บทวิเคราะห์กระแสเงินสด

ในช่วงปี 2564 เงินสดรับจากกิจกรรมการดำเนินงานอยู่ที่ 6,292 ล้านบาท กระแสเงินสดที่เป็นบวกมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่มีกำไร โดยบริษัทฯ รายงานกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 14,928 ล้านบาทในช่วงปี 2564

เงินสดสุทธิที่ใช้ในกิจกรรมการลงทุนอยู่ที่ 8,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จาก 3,736 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นผลหลักจากการลงทุนในบริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เป็นมูลค่า 3 พันล้านบาท การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท Rügen Fisch มูลค่า 1.7 พันล้านบาท และการเข้าลงทุนในบริษัท Clover Corporation มูลค่า 0.7 พันล้านบาทในช่วงปี 2564

บริษัทบันทึกเงินสดรับสุทธิสำหรับกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 4,583 ล้านบาทในช่วงปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้ และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน

จำนวนเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (รวมผลขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยน) ลดลง 2,737 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 9,023 ล้านบาท (รวมการใช้เงินกู้ระยะสั้น Overdraft)

ดูเพิ่มเติม